|
เป็นวิธีการที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในการช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลง และลดการหลั่งน้ำมันบนผิวหน้า ทำให้สามารถรักษาสิวที่วิธีอื่นอาจรักษาไม่ได้ และยังช่วยเรื่องรอยแผลเป็นบางชนิด การรักษาผิวด้วยวิธีนี้ยังได้รับการรับรองว่าได้ผลดีในการรักษาผิวที่ถูกทำลายโดยแสงแดด, จุดด่างดำจากการทำลายของแสงแดด และมะเร็งผิวหนัง เป็นวิธีการรักษาด้วยการใช้สารไวแสง (ใช้ทาภายนอก) ที่เรียกว่า ALA (5-aminolevulinic acid) ที่ออกฤทธิ์ร่วมกับแสงสีฟ้า (มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย) หรือ/และแสงสีแดง (ช่วยในการรักษา) สาร ALA จะถูกดูดซึมโดยเซลล์ผิวที่มีปัญหาเช่นบริเวณที่มีเม็ดสีขึ้นมามากเกินไป, หลอดเลือดที่ทำให้ผิวแลดูเป็นสีแดงและทำให้เกิด Rosacea, และการบาดเจ็บที่ผิวเพียงตื้น ๆ เช่น โรคขนคุด, เซลล์มะเร็ง และเซลล์สิวที่ติดเชื้อจากแบคทีเรีย วิธีการรักษา น้ำยาที่เป็นสารไวต่อแสงจะถูกนำมาทาบริเวณที่ต้องการรักษาและทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที แล้วบริเวณนั้นก็จะเกิดปฎิกิริยาต่อคลื่นแสงประมาณ 5-10 นาที เมื่อผิวถูกคลื่นแสง น้ำยา ALA ก็จะเกิดผลต่อเซลล์โดยการเปลี่ยนเป็นเคมีที่ปล่อยออกซิเจนออกมาทำลายเซลล์ที่ดูดน้ำยาเข้าไป ปฏิกิริยาของแสงกับสารไวแสงจะทำให้ผิวมีลักษณะคล้ายกับถูกแดดเผา ซึ่งจะลอกเซลล์ผิวชั้นตื้น ๆ ที่ถูกทำลายออกไป ระหว่างการรักษาด้วยคลื่นแสงนี้ อาจทำให้มีความรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ เหมือนโดนเข็มจิ้ม หรือไหม้ได้ แต่อาการเหล่านี้จะหายไปหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรักษา จำเป็นต้องใช้การรักษาหลายครั้ง แต่ปกติแล้วก็จะอยู่ในระหว่าง 3-6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากแพทย์) แม้ว่าผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกได้ถึงประสิทธิภาพตั้งแต่การรักษาครั้งแรก และการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ทำได้เรื่อย ๆ เพื่อรักษาสภาพผิวต่อไป หลังจากการรักษาด้วยวิธีนี้อาจเกิดรอยแดงตามมาหลังจากผ่านไป 7 วัน ความรุนแรงของรอยแดงและอาการบวมนั้นขึ้นอยู่กับว่าน้ำยา ALA นั้นค้างอยู่บนผิวนานเพียงใด และยังเกี่ยวถึงความเข้มข้นของน้ำยาที่ใช้, ลักษณะของสิวและสภาพผิวของผู้ป่วยด้วย หลังการรักษาอาจมีอาการบวมของผิวและรอยดำจากการรักษาอยู่ประมาณ 7-10 วัน แล้วก็จะหายเป็นปกติในเวลาต่อมา ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องห้ามหลังการรักษา ตราบเท่าที่จะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดหลังการรักษา 48 ชั่วโมง หากเผชิญแสงแดดทันทีหลังการรักษา อาจทำให้เกิดผิวบวมพองเป็นแผลมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับโรงพยาบาลในไทยตอนนี้ที่มีบริการ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ (15 กุมภาพันธ์ 2551) ถ้าเห็นว่าบทความนี้ประโยชน์และนำไปใช้ในเวบหรือ blog ส่วนตัวกรุณาทำลิงค์มาที่เราด้วยนะครับ Reference - cosmeticsurgeryaustralia.com.au แปลและเรียงเรียงโดย Acnethai.com |