ช่วยเหลือ - ค้นหา - รายชื่อสมาชิก - ปฎิทิน
เวอร์ชั่นเต็ม:การรักษาหลุมสิวและรอยแผลเป็นจากสิว
สังคมของคนเป็นสิว > รวมทุกอย่างสำหรับคนเป็นสิว > ห้องแรก
Pages: 1, 2
หาดใหญ่ไร้สิว
Credit : ศ.คลีนิก นพ.นิวัติ พลนิกร รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น / รพ.รามาธิบดี
ประธานวิชาการสมาคมเวชสำอางและศัลยศาสตร์ผิวพรรณ
ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพผิวและความงาม ร.พ.เจ้าพระยา
หาดใหญ่ไร้สิว
Subcision: คือการใช้เข็มที่เรียกว่า Nokor needle (เข็มที่มีใบมีดอยู่ตรงปลายเข็ม ใช้สำหรับทำ subcision โดยเฉพาะ) เบอร์ 18 แทงเซาะบริเวณใต้ฐานหลุม ทำให้มีการแยกชั้นของผิวหนัง พังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุมก็จะหลุดออก เกิดเลือดมาสะสมที่ในรอยแยก พร้อมกับนำพา Fibroblast มาทำการซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บ ให้มีการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้รอยหลุมตื้นขึ้นได้ เทคนีคนี้ไม่มีรอยกรีดที่ผิวหน้า จึงไม่ต้องเย็บแผล เหมือนวิธีPunch เมื่อหลุมแผลเป็นนูนเสมอผิวปกติแล้ว อาจจะตกแต่งแผลด้วยเลเซอร์หรือการกรอผิวอีกครั้ง หรือลอกด้วยกรดเข้มข้น เพื่อให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ใช้ได้ผลกับหลุมสิวทุกประเภท แต่ได้ผลดีสุดกับหลุมสิวแบบ rolling scar จึงมักจะเป็นวิธีที่แพทย์นำมารักษารอยหลุมสิว ผสมผสานกับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

Subcision คือการผ่าตัดพังผืดใต้แผลเป็น ด้วยการสอดใบมีดพิเศษ ขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม เข้าไปใต้แผลเป็น เพื่อยกผิวหนังขึ้นจากก้นแผล กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อจะทำให้แผลตื้นขึ้น หรือสามารถกระตุ้นการสร้างเนื่อเยื่อให้มากขึ้น ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง Dermaroller หรือ เลเซอร์บางชนิด เช่น Nd:YAG
ข้อควรระวังในการทำ subcision คือควรตรวจสอบว่าใช้ใบมีดพิเศษ ที่เรียกว่า NoKor หรือไม่ แพทย์ทั่วไปมักจะใช้เข็มฉีดยาเบอร์ 18 ซึ่งไม่มีความคมพอ ที่จะตัดพังผืดได้ อาจทำให้เกิดแผลเป็นชนิดนูนแทน และวิธีการทำต้องปราศจากเชื้อเหมือนการทำผ่าตัดเล็ก

การกำจัดขน หากเป็นคนผิวสีเข้ม การใช้เลเซอร์ Nd:YAG เช่น GentleYAG, Mydon ,Coolglide หรือ Diode เช่น Lightsheer ได้ผลดีและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า IPL ซึ่งเหมาะในคนผิวขาว

เข็มของ เดอร์มาโรลเรอ ที่จริงแล้วไม่ว่าจะมาจากใหน ผู้ผลิตต้องการให้ใช้ครั้งเดียวทั้งนั้น เพราะการใช้มากกว่าหนึ่งครั้งจะทำให้เข็มทื่อและเกิดการช้ำจนเกิดแผลเป็นนูนได้ ผลของวิธีนี้ไม่ใช่เกิดจากการที่เข็มเจาะรูเพียงอย่างเดียวแต่จะเกิดจาก การทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตย์เมื่อกลิ้งเข็มอย่างเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคลอราเจนได้ดีกว่าการทำให้เกิดการช้ำ และไม่ควรทำนานเกินไป ในแต่ละตำแหน่งไม่ควรเกินห้านาที การที่แพทย์ยังคงใช้เข็มเดิมทำหลายครั้ง เนื่องจากพบว่าหากใช้เข็มคุณภาพสูงจะยังได้ผลหลังทำประมาณไม่เกิน 5 ครั้ง

การทำ Subcision มีความจำเป็นในกรณีที่หลุมสิว มีพังผืดรั้งก้นหลุม และต้องทำด้วยเครื่องมือคือ เข็ม NoKorr หากไม่มีเข็มดังกล่าว ไม่ควรใช้เข็มชนิดอื่น ให้ทำแต่ Dermaroller เพียงอย่างเดียว จะมีปัญหาน้อยกว่า การทำ Derma roller มักจำเป็นต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งครับ ควรรอประมาณ 1 เดือนก่อนทำซ้ำ โดยเฉลี่ย ผลในการทำ 3 ครั้งประมาณ 70% วินี้ที่สำคัญคือ การป้องกันการติดเชื้อ ผ่านทางเลือดหรือ Roller ที่ไม่สะอาด ความสะอาด ปราศจากเชื้อ และมีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง

การทำ Fractional laser เช่น Finescan จะเหมาะสำหรับ แผลเป็นที่ไม่ลึกมาก และรูขุมขนใหญ่ กรณีหลุมลึก การทำ subcision+dermaroller จะได้ผลดีกว่า เนื่องจากในขณะนี้ การทำ dermaroller อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนอุปกรณ์ ให้ถูกต้อง จึงทำแต่ Fractional laser เช่น Finescan ครับส่วน Fractional laser อื่นๆ เช่น Fraxel, Mosaic ,Active FX มีบางแห่งให้บริการอยู่ แต่ค่าบริการจะสูงกว่า Finescan มากครับ

ปกติ เราจะทำ Subcision ไปพร้อมกับการทำ Dermaroller อยู่แล้วครับ ถ้าทำมาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าทำอะไรคงได้ผลเพิ่มขึ้นไม่มากแล้วครับ คงต้องรอดูสักระยะ ประมาณ สามเดือนก่อนจะตัดสินใจว่าสมควรทำอะไรเพิ่มเติม หรือไม่ ครับ

หลุมสิวมีหลายแบบ การรักษามีหลายวิธี
๑. Dermabrasion เป็นการขัดจนหน้าลอก
๒. Subcission เป็นการไช้เข็มเจะไต้ผิวหนัง
๓. Dermaroller เป็นการไช้เข็มเล็กๆมากมาย เจาะกระตุ้นผิวไห้สร้าง collagen
๔. Fraxel เป็นการไช้เลเซอร์ลอกผิว
จะเลือกไช้วิธีไดแล้วแต่ลักษณะหลุมสิว
หาดใหญ่ไร้สิว
ความจริงเกี่ยวกับ Dermaroller
1.เป็นวิธีรักษาหลุมสิว ชนิดหลุมตื้นกว้าง ที่ได้ผลดี เร็ว และประหยัด เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ เช่น เลเซอร์คาร์บอนไดอ็อกไซด์ เออร์เบียม ที่มีแผล หน้าแดงหรือดำอยู่นาน หรือ เฟรกเซลที่แพงมากๆ
2.อุปกรณ์มีความหลากหลาย ต้องเลือก ของดีราคาสูง และควรใช้ครั้งเดียว แต่มีการพยายามประหยัดค่ารักษาโดยใช้หลายครั้ง ทำให้เกิดปัญหาเรื่อง เกิดโอกาสติดเชื้อแทรกซ้อนตามมา จึงต้องมีการฆ่าเชื้อ
แต่วิธีการที่จะฆ่าเชื้อ dermaroller ที่ปลอดภัยที่สุดคือการอบก๊าซ ก็มีใช้เฉพาะโรงพยาบาลใหญ่เท่านั้น วิธีแช่นำยาที่ทำกันอยู่ ตามคลินิกมีปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพแน่ๆ อาจจะได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐานก็ได้
3.ขั้นตอนการทำต้องสะอาดปลอดเชื้อ ทำในห้องผ่าตัดเล็กปลอดเชื้อ เหมือนการผ่าตัดเล็ก ซึ่งมาตรฐานของคลินิกทั่วไปไม่เพียงพอ
4.แพทย์ผู้ทำ ควรเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญ และสามารถทำการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆที่จำเป็นร่วมกับการทำ dermaroller ได้ เช่นการทำ subcision, punch excision หรือการทำเลเซอร์ลอกผิว ดังนั้นแพทย์ที่ทำควรเป็นแพทย์ในระดับผู้เชี่ยวชาญ ได้รับวุฒิบัตรสาขาตจวิทยา และผ่านการฝึกอบรมด้านตจศัลยกรรมเพิ่มเติม ในปัจจุบัน แพทย์ทั่วไป หรือสาขาอะไรก็ได้ ทำกันทั่วไปหมด แทบทั้งหมดเรียนเอง หรือไปฟังบรรยายแค่สองสามชั่วโมง ก็เริ่มทำกันแล้ว
5.ไม่มีการใช้ยาที่ไม่ผ่านการรับรองจาก อย. ร่วมกับการทำ dermaroller ดังนั้นยาที่ใช้ขณะทำ จะมีเฉพาะยาชาเฉพาะที่ ยาห้ามเลือด oxyferrin ยาวิตามินซี และยาปฏิชีวนะ เท่านั้น ในปัจจุบันใช้ยากันมั่วไปหมด รวมทั้วยาที่ยังไม่ผ่านอย. ด้วย เช่น stem cells
6.อุปกรณ์ dermaroller ควรได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียน เฉพาะที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ที่จะต้องกำหนดขึ้นมา) โดยเร็ว ในปัจจุบันมีเพียงหนึ่งรายที่กำลังขอชึ้นทะเบียน ที่เหลือสั่งเข้ามาได้อย่างไรไม่ทราบได้ แต่ไปออกบูท ขายกันทั่วไปหมดเวลามีการประชุมวิชากการแม้แต่ของสมาคมแพทย์ผิวหนังเองก็มีหลายราย
7.มีการโฆษณาเกินจริงมาก และจะต้องควบคุมให้เป็นไป ตามระเบียบของแพทย์สภา รวมถึงสื่อทางอินเตอร์เนตด้วย
8.ยังไม่มีงานวิจัย จากสถาบันที่เชื่อถือได้เช่น สถาบันโรคผิวหนัง หรือคณะแพทย์ศาสตร์ฯ ถึงผลและอันตรายของการรักษาด้วยวิธีนี้ ผู้นำการรักษากลับไปอยู่ที่ รพ.เอกชน บางแห่ง
หาดใหญ่ไร้สิว
รูขุมขนใหญ่ ไม่ใช่แผลเป็นจากสิว น่าจะทำ เลเซอร์ Medlite C 6 หรือSpectra VRM + ผงถ่าน จะดีกว่าครับ ค่าใช้จ่ายประมาณ 4000 บาทต่อครั้ง ทำประมาณ 4ครั้ง
การทำการกระตุ้นคลอราเจนหลังทำ subcision ด้วย เลเซอร์ เฃ่น NdYAG หรือ IPL จะช่วยได้บ้าง แต่ต้องทำหลายครั้ง ทุก 2-4 สัปดาห

Dermarollerไม่จำเป็นต้องทำทั้งหน้า บริเวณที่ไม่มีแผลหลุมเว้นไปได้ครับ ที่จมูกจะใช้น้ำหนักเข็มเบาลงมากอยู่แล้วครับ

รอยย่นและคล้ำไต้ตา ไม่เหมาะที่จะทำ Dermaroller เนื่องจากผิวหนังบริเวณนี้บางและช้ำได้มาก การรักษาต้องลดเม็ดสี และกระตุ้นการสร้างคลอราเจนไปพร้อมๆกัน วิธีที่ดี และมีปัญหาลังทำน้อยที่สุดในขณะนี้ คือ เลเซอร์ Medlite C6 ต้องทำประมาณ 4-6 ครั้ง ทุก1-2 สัปดาห์ วิธีอื่นเช่นเลเซอร์Fraxel จะมีรอยดำได้ และค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก ส่วนการลอกผิวด้วยเลเซอร์เออร์เบียม แม้จะทำให้รอยย่นดีขึ้น แต่จะมีรอยดำอยู่นานหลายเดือน การฉีด โบท็อกซ์ ไม่ได้ผลดีนักสำหรับตาล่าง การทายาลดสีผิวมักไม่ได้ผล เนื่องจากรอยดำบริเวณนี้จะเกิดจากเม็ดสีฝังอยู่ใต้ผิว และยาเข้าไปไม่ถึง การกระตุ้นการสร้างคลอราเจนที่รอบท่อไขมันด้วย Radiofrequency

Fractional laser คือการนำเซอร์ชนิด ลอกผิว เช่น CO2 หรือ ErbiumGlass กลับมาใช้ใหม่โดยการพัฒนาระบบนำแสง ที่ยิงแสงเป็นจุดเล็กๆ จำนวนมาก การจะเจาะรูลงไปลึกประมาณ 1 มม. ย่อมเกิดความร้อนในชั้นผิวหนังแท้แน่ๆ และจะเกิดผิวหนังสีเข้มหลังทำ ได้แน่ไม่ว่าจะเป็นเลเซอร์ชนิดไหน ที่ไม่เกิดความร้อน และได้ผลดีกว่าคือการทำ Dermaroller

การทำให้ผิวหน้าเต่งตึงโดยไม่ต้องผ่าตัด มีทำกันอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ได้ผลจริงๆ มีวิธีเดียวคือการกระตุ้นให้เกิดความร้อนลึกลงไปในชั้นพังผืดที่ยึดผิวหนังกับกล้ามเนื้อ ซึ่งลึกประมาณ 0.5 ซม ด้วยเครื่องมือที่สร้างคลื่นวิทยุเรียก ว่า Radiofrequency มีหลายชนิด เช่น DermaRF, Thermage, Ellman, Elos, Athron ฯลฯ เครื่องที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันมากสุด ได้แก่ Thermage ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำสูงมาก ต่อครั้ง ประมาณ 50000 -70000 บาทต่อครั้ง เจ็บมากและได้ผลช้า (ประมาณ 6 เดือน) ส่วน
DermaRF ,Ellman และ Athron ต้องทำซ้ำ ทุก 2-4 สัปดาห์ ไม่เจ็บ อัตราค่าบริการประมาณ 12000-20000 บาทต่อการทำ 5 ครั้ง มีให้บริการหลายแห่ง ปัญหาของเครื่องประเภทนี้คือ ผู้ทำต้องมีความชำนาญสูงกว่า เครื่องชนิดแรกซึ่งพลังงานถูกกำหนดมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน

อาการผื่นแดงคัน หนึ่งสัปดาห์หลังทำ dermaroller อาจเกิดจากการแพ้ยาที่ใช้ขณะทำ หรือหลังทำได้ ควรหยุดทายาหรือเครื่องสำอางทุกอย่างก่อน และกลับไปพบแพทย์ เพื่อรับยาทาแก้แพ้ หลังใช้ยาทาแก้แพ้ผื่นควรจะหายสนิทภายใน หนึ่งสัปดาห์ สามารถทำ dermaroller ได้อีกแต่ต้องเปลี่ยนยาที่ใช้ขณะทำครับ

การทำ การลอกผิวด้วยเลเซอร์ ถึงแม้เราใช้วิธีที่มีปัญหาน้อยที่สุดคือ ErbiumYAG laser แต่ก็ยังมีป้ญหาเรื่องแผล รอยแดงและดำหลังทำอยู่นาน เป็นเดือน การทำทั้งหน้าควรทำโดยใช้ยาสลบ และดูแลแผลใน รพ. ประมาณ หนึ่งสัปดาห์ ค่าใช้จ่าย ค่าเลเซอร์ ค่าธรรมเนียมวิชาชีพ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายา และเวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายในการอยู่ รพ. หนึ่งสัปดาห์ รวมประมาณ หนึ่งแสนบาท ผลที่ได้ประมาณ 80 %

การทำ IPL หรือ microdermabrasion แล้วหยุด ไม่มีผลอะไรครับ หยุดได้เลย ถ้าทำมาหลายครั้งแล้วไม่เกิดผล ก็อย่าไปหวังว่าทำต่อไปแล้วจะดีขึ้น

การทำ dermaroller เหมาะกับหลุมที่ลึกพอควร การทำสามารถทำให้ไม่เจ็บด้วยยาชา ชนิดทาและฉีดบางครั้งแพทย์ทำ nerve block คงไม่ค่อยเหมาะสมนักหากใช้เข็มขนาด 1.5 มม แล้วกดเบาๆให้เข้าไป 0.5 ,มม ถ้าเช่นนั้นใช้เข็ม 0.5 มม ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าแผลเป็นลึก และทำตื้นๆ แม้ทำหลายๆครั้งก็สู้ทำลึกครั้งเดียวไม่ได้ครับ หลุมตื้นและรอยแดง สามารถดีขึ้นได้บ้าง หากค้องการให้หายเร็วขึ้นสามารถ รักษาได้ด้วย เลเซอร์ pulse dye หรือ IPL

Cooltouch เป็นเลเซอร์ NdYAG ที่ให้ความยาวคลื่น 1320 นาโนเมตร ทำความเย็นผิวเพื่อป้องกันการไหม้ด้วย ไอเย็น ใช้รักษาแผลเป็นสิว ชนิดหลุมตื้นได้ผล ประมาณ 30 % หลังทำทุกสองสัปดาห์ 4 ครั้ง ส่วนแผลเป็นชนิดหลุมลึกหรือมีพังผืดที่ขอบหลุมไม่ได้ผล เมื่อเทียบกับ dermaroller ได้ผลน้อยกว่ามาก
อีกวิธีที่ได้ผลค่อนข้างดี มีแผลหลังทำน้อย แต่ค่อนข้างแพง คือ การใช้เลเซอร์พวกที่เรียกว่า Fractional ในขณะนี้มีหลายชนิดแล้ว เช่น Mosaic, Fraxel, Matrix ,Active Fx

ก่อนการทำ Dermarooler + Subcision ควรหยุด ยากิน Roaccutane อย่างน้อย หนึ่งเดือน เนื่องจากหากมีระดับยานี้ในผิวหนังสูงอยู่ แผลจะหายช้ากว่าปกติ

การทำ Dermaroller ไม่ทำให้เกิดการไวต่อแสง และไม่มีผิวค้ำ เหมือนการทำ เลเซอร์ แต่ไม่สามารถลดความมัน ต่อมน้ำมันอยู่ลึกเกินกว่าที่จะเกิดผลในการรักษา

การทำ Dermaroller หากไม่ใช้ยาบางชนิด เช่น ไวตามินซี ร่วมด้วยจะเป็นการกระตุ้นการสร้างคลอราเจน เพื่อการรักษาหลุมสิวชนิดตื้น แต่ถ้าใส่ยาขณะทำ จะเป้นการนำยาเข้าสู่ผิวหนังในปริมาณสูง ผลขึ้นอยู่กับผลของยา เช่นการใช้ยาที่ลดการสร้างเม็ดสีเช่นไวตามินซี จะมีผลให้ผิวขาวขึ้นได้ ปัญหาก็คือการใช้วิธีนี้เพื่อช่วยในการนำยาเข้าไปในผิวหนัง จะต้องทำซ้ำ เป็นระยะเช่นทุกสัปดาห์ และยานั้นต้องเป็นยาที่ปลอดภัยได้รับอนุญาติจาก อ.ย. ให้ใช้ฉีดในคนได้ ไม่ใช่ว่าจะเอายาอะไรก็ได้มาใช้ ยาทาไม่สามารถเอามาใช้ในลักษณะนี้ได้ ต้องเป็นยาที่ทำมาสำหรับการฉีดในคนเท่านั้น

การรักษาแผลเป็นจากสิว ในเวลาหนึ่งเดือน ไม่สามารถทำได้ไม่ว่าวิธีใหนทั้งสิ้น รอยดำ รอยแดงใช้เวลารักษาด้วย เลเซอร์ หรือ IPL ทุกสองสัปดาห์ประมาณ 4-6 ครั้ง หลุมสิว รักษาด้วยเลเซอร์กระตุ้นคลอราเจน หรือทำ dermaroller เดือนละครั้งประมาณ 3-6 ครั้ง สรุป ต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน สำหรับการรักษาแผลเป็นและรอยจากสิว
แผลเป็นที่จมูก หากเป็นขนิดหลุม มักจะทำ subcision ร่วมกับการกระตุ้นเนื้อด้วยเลเซอร์ Thermal Mode erbium YAG ส่วนแผลนูนต้องลอกออกด้วย Ablative mode erbium YAG การทำ dermaroller ทำได้แต่ต้องระวังไม่ใช้แรงกดมากเกินไป

ยาทารักษาสิวเรตินอยด์ มีผลต่างกับยากินโรอะคูเทน ยาทาจะออกฤทธ์โดยการลดการจับตัวของเซลผิวหนังทำให้เกิดการลอกตัว และการละลายหัวสิวที่เรียกว่า คอมมิโดน ส่วนยากิน โรอะคูเทนจะลดการทำงานของต่อมไขมัน และทำให้ต่อมไขมันเล็กลง ก่อนการรักษาด้วยdermaroller จำเป็นต้องหยุดยากิน โรอะคูเทน อย่างน้อย สามเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าสิวได้หายแล้วและลดอาการข้างเคียงจากโรอะคูเทน ที่จะมีผลต่อการหายของแผล แต่ไม่จำเป็นต้องหยุดช้ยาทาพวกเรตินอยด์

การทำ Dermaroller ไม่เกี่ยวกับอายุครับ ผมทำในคนที่อายุ มากกว่าหกสิบปีเป็นประจำเพื่อทำให้หน้าตึงและรักษารอยย่นลึก รอยสิวก็ได้ผลดีพอๆกับอายุน้อย อายุ 32 ไม่มีปัญหา และน่าทำครับเพราะยังต้องใช้ใบหน้า พบปะผู้คนไปอีกหลายปี คุ้มครับ จะดีขึ้นทั้งรอยสิวและรอยย่น หย่อนยานทั้งหลาย
รูขุมขนขยาย การจะทำให้เล็กลง ต้องทำให้ทั้งท่อไขมันและต่อมไขมันเล็กลง ที่ทำได้คือการฉายเลเซอร์ ที่ลงไปลึกและไม่ทำลายผิวจนไหม้ ซึ่งไม่มีเพราะต่อมขนนั้นอยู่ลึกเกินกว่าแสงเลเซอร์ ที่ใช้ยิงกระตุ้นคลอราเจนเช่น Gentle YAG, Cooltouch, Mydon จะลงไปถึง ที่ได้ผลคือการใส่ผงถ่านขนาดเล็กมาก (30 ไมโครเมตร) เข้าไปในรูต่อมขนและยิงให้เกิดความร้อนด้วยเลเซอร์ Long-pulse Nd:YAG (Spectra VRM) จะเกิดการสร้างคลอราเจนรอบๆ ต่อมขน และกิดการทำลายต่อมขนบางส่วนทำให้รูเปิดเล็กลง ต้องทำซ้ำประมาณ 3-4 ครั้ง ทุกเดือน วิธีนี้ได้ผลดีกว่าวิธีอื่น วิธีอื่นที่พอได้ผลบ้างคือการยิงแสงเลเซอร์ Medlite C6 ซ้ำหลายๆครั้ง การทำ Dermaroller และ Fractional laser ผลไม่ดีนัก ค่าใช้จ่ายในการทำวิธีที่กล่าวถึงนี้ประมาณ 4000 บาทต่อครั้ง

การทำ Subcision เป็นการตัดพังผืดที่ก้นหลุม ด้วยใบมีดพิเศษ และตามด้วยการกระต้นการสร้างคลอราเจนวึ่งทำได้หลายวิธี Dermaroller จัดเป็นวิธีหนึ่ง ควรทำ subcision ก่อน อาจทำในวันเดียวกันหรือ เว้นระยะประมาณ 1-2 สัปดาห์ ไม่ควรนานเกินไป อาจเกิดพังผืดดึงรั้งแผลลงไปอีก

การทำ punch excision เป็นการตัดแผลเป็นชนิดหลุมเล็กและลึก เพื่อเอาแผลเป็นออกให้หมด ส่วนมากจะใช้ punch ขนาด 2 มม. หลังทำจะเย็บแผลด้วย nylon เล็กมาก ขนาด 6-0 แผลเย็บนี้ จะเห็นเป็นขีดเล็ก และสามารถทำให้เลือนไปได้ด้วยการลอกผิว ด้วย เลเซอร์ เอร์เบียม หรือฉายแสงเลเซอร์ V-beam
การทำ Dermaroller ทำให้เกิดแผลเล็กๆจำนวนมาก และแผลเหล่านี้ต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ ส่วนการทำ Ionto คือการผลักยาเข้าไปในผิวหนัง ปัญหาคือยาที่ใช้คือยาอะไร ยาบางชนิด เช่น กรดไวตามินเอ ค่อนข้างระคายผิวอยู่แล้ว การนำยานี้เข้าไปหลังแผลพึ่งหาย ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยนัก จะมีปัญหาเรื่องการระคายเคือง ผิวแห้งได้มากขึ้น

การรักษาด้วย dermaroller แล้ไม่เกิดผลแถมเกิดการอักเสบ เป็นหนองตามมา อาจเกิดจาก
1. เครื่องมือ คือลูกกลิ้ง ไม่ได้ขนาดเข็มที่เหมาะสม ปัจจุบันมีลูกกลิ้งราคาถูกจากจีน และเกาหลี เข้ามา
2. แผลเป็น เป็นชนิดลึกหรือมีพังผืด ซึ่งลูกกลิ้งไม่ได้ผล
3. แพทย์ไม่ชำนาญ กว่าจะมีความชำนาญในการทำ แพทย์จะต้องทำมากกว่า 30 ราย และติดตามดูผลนานกว่า หกเดือน จึงจะเรียนรู้ได้ว่าที่ทำไปได้ผลหรือไม่ ควรขอดูรูปถ่ายผู้ป่วยของแพทย์คนนั้น ก่อนและหลังการรักษา หก เดือน ขอดูหลายๆราย แพทย์มีมาตรฐานจะมีการถ่ายภาพ ก่อนและหลังการรักษาไว้เสมอ ถ้าไม่ให้ดู จะด้วยเหตูผลใดๆก็ตาม ไม่ควรยอมรับการรักษา
4. การเกิดหนอง อาจเกิดจากการทำในขณะที่ยังมีสิวอักเสบอยู่ หรือเทคนิดไม่สะอาดพอ

การทำ Punch excision ในบางตำแหน่งที่มีความตึงผิวสูง เช่น จมูกหรือหน้าผาก แผลเย็บมักจะแยก และได้รอยแผลเป็นเห็นชัดกว่าเดิม ที่ทำอยู่ หากเป็นแผลลึกและมีขอบแข็งคือ การทำ subcision ร่วมกับเลเซอร์ thermal mode Erbium:YAG อาจต้องทำ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2 เดือน ผลแผลจะดีขึ้นประมาณ 50-70%

การทำ dermaroller จะได้ผลและปลอดภัย มีองค์ประกอบสี่อย่าง
1. ต้องเป็นแผลเป็นชนิดที่ เหมาะสม คือเป็นหลุมตื้นไม่มีพังผืด
2. ตัวอุปกรณ์ dermaroller ต้องได้มาตรฐาน เข็มมีความแข็งและคมสูง (ค่าความแข็งของเหล็กกล้าที่ทำเข็ม ของฝรั่งเศส 2000 หน่วยนิวตัน ในขณะที่เข็มจีน ประมาณ 800 หน่วยนิวตัน )
3. แพทย์ผู้ทำมีประสบการณ์ในการทำมามากพอควร การกลิ้งเข็ม มีเทคนิด ที่จะไม่ทำให้เกิดรอย และไม่ทำให้ช้ำ เกิดรอยดำหรือแผลเป็น นำหนักกดต้องเหมาะสมกับชนิดของแผลเป็นมันไม่ง่ายชนิดใครทำก็ได้หรอกครับ
4. มาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะ การป้องกันการติดเชื้อทั้งแบคทีเรียและ ไวรัส (โดยเฉพาะ HIV )

ถ้าถามว่า ทํา subcision จําเป็นต้องทําพร้อม derma roller หรือเปล่า ( derma roller ทําทีหลังจะให้ผลเหมือนทํา พร้อมกันหรือเปล่า การทำ Subcision เป็นการตัดพังผืดใต้แผล หากทำแล้วไม่มีการกระตุ้นการสร้างคลอราเจนทันที พังผืดจะเชื่อมกันและดึงก้นแผลลงไปเหมือนเดิม ผลการรักษาจึงไม่ดีนัก ควรทำ Dermaroller หรือ เลเซอร์ที่กระตุ้นการสร้างคลอราเจนทันที

การทำ fraxel จะต้องเปลี่ยนหัวใหม่ทุกครั้ง และเฉพาะค่าหัวอย่างเดียวก็ประมาณ หมื่นกว่าบาทแล้ว รวมค่าเสื่อมราคาเครื่อง ค่าแพทย์ ค่ายา ฯลฯ ค่าทำแต่ละครั้งประมาณ 30000 บาท ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือใช้หัวซ้ำ แต่ผลจะเป็นอย่างไร ไม่ทราบได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการใช้หัวร่วมกับผู้อื่นหรือไม่ เพราะ เลเซอร์ชนิดนี้ทำให้เกิดแผลเหมือนรอยเข็มเล็กๆ จำนวนมาก ถ้าทำ Dermaroller อย่างเดียวมาหลายครั้งแล้วได้ผลประมาณ 50 % อาจเป็นเพราะลักษณะของแผลเป็นที่ต้องทำวิธีอื่นด้วย เช่น subcision การจะไปทำ fraxel ซึ่งมีผลเหมือนการทำ Dermaroller ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ อะไร

การทำ dermaroller แล้วไม่ดีขึ้นตามที่หวัง ถ้าเราไม่คิดว่าเกิดจากแพทย์ทำไม่ถูกต้องหรือ อุปกรณ์ไม่ดีแล้วเกิดจากสาเหตูสำคัญคือ ชนิดของแผลเป็นไม่เหมาะสม หากเป็นแผลลึกที่มีพังผืด หรือเป็นแผลเล็กและลึก จะไม่ได้ผล ไม่ว่าจะทำ Dermaroller หรือ Fraxel ซึ่งยิงแสงเป็นจุดเล็กๆคล้ายกัน ไม่ควรทำครับแต่ควรทำวิธีอื่นเพิ่มเช่น subcision หรือการตัดหลุมสิว หรือลอกขอบแผลด้วยเลเซอร์ Erbium ครับ

รอยดำบริเวณแผลเป็นสิว หลังทำ Dermaroller เกิดจาก เลือดเก่า ส่วนมากจะจางไปเองในสองสามเดือน หากต้องการให้จางเร็วขึ้น เลเซอร์ที่ลดเม็ดสีลึกๆ และไม่มีแผลท่ผิว เช่น Medlite C6 หรือ Spectra VRM สามารถทำให้จางได้เร็วชึ้น และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคลอราเจนใหม่ด้วยครับ

Dermaroller ใช้ในการรักษาแผลเป็นชนิดหลุมกว้าง และไม่ลึกมาก หลุมชนิดอื่น เช่น เล็กแต่ลึก หรือมีพังผืดแข็งต้องใช้วิธีอื่นด้วย เช่น การทำSubcision หรือการตัดหลุม ส่วนแผลเป็นชนิดนูน ต้องทำให้ราบลง อาจใช้การฉีดยาหรือฉายแสงเลเซอร์ บางชนิด (เช่น V-beam) หรือลอกแผลเป็นด้วยเลเซอร์ Erbium YAG
ภายในการรักษาสามครั้งควรได้ผลดีขึ้น 70% เป็นอย่างน้อยครับ ถ้าได้น้อยกว่านี้ยินดีรักษาเพิ่มเติมให้ใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆครับ นอกจากที่แนะนำไปแล้ว รพ.เซนต์หลุยช์ สาธรใต้( นพ. วิชัย หงษ์จารุ) ก็เป็นที่ที่มีการรักษาด้วยวิธีนี้มาก และมีความชำนาญสูงครับ
หลุมสิวเหมือนจุดปลายปากกา หลุมสิวชนิดเล็กและลึกที่เรียกว่า pitted scar เป็นแผลเป็นที่รักษายาก ไม่ว่าจะทำการลอกผิว กระตุ้นคลอราเจน ใช้Dermaroller หรือทำเลเซอร์ Fraxel ล้วนได้ผลไม่ดีทั้งสิ้น วิธีที่ได้ผลที่ทำอยู่ คือการตัดด้วย punch ชนาด 2mmแล้วเย็บแผลด้วย nylon 6-0 หลังจากนั้นจะต้องลบรอยเย็บด้วยเลเซอร์ Erbium อีกครั้งครับ

การสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังจะเกิดขึ้นเต็มที่ประมาณ สามเดือนหลังการรักษา การทำซ้ำ น่าจะรอจนเห็นผลของการทำครั้งก่อนก่อน คือประมาณ สามเดือน การทำทุกสองสัปดาห็ ไม่มีประโยชน์ และอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

Dermaroller ชนิดดั้งเดิม มาจากฝรั่งเศส ราคาจากบริษัท ลูกละ 5000 บาท ต่อมามีมาจากจีนราคา ประมาณ 1000 บาท ที่ รพ.เกษมราษฎร์ เราใช้ของแท้ ถ้าทำตามคลินิกถ้าราคาต่ำกว่า 5000 บาท เป็นของเลียนแบบจากจีน ผมไม่กล้าใช้ กลัวไม่ได้ผลและมีปัญหาแผลเป็นครับ

การหลีกเลี่ยงการมีรอยเข็ม แพทย์จะต้องระวังไม่กลิ้งซ้ำแนวเดิมครับ

การทำ IPL หรือ การฉายแสงเลเซอร์ ที่มีระบบป้องกันผิวไหม้ เช่น Cooltouch, Mydon, Smoothbeam, Gentleyag, V-beam เป็นต้น หลังทำ ทุก 2-4 สัปดาห์ ประมาณ4-6 ครั้ง หลุมสิวจะดีขึ้นประมาณ 30-50%

Subcision คือการผ่าตัดพังผืดใต้แผลเป็น ด้วยการสอดใบมีดพิเศษ ขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม เข้าไปใต้แผลเป็น เพื่อยกผิวหนังขึ้นจากก้นแผล กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อจะทำให้แผลตื้นขึ้น หรือสามารถกระตุ้นการสร้างเนื่อเยื่อให้มากขึ้น ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง Dermaroller หรือ เลเซอร์บางชนิด เช่น Nd:YAG

Dermaroller ถ้าใช้ชนาดเข็มสั้นเกินไป หรือจำนวนครั้งของการกลิ้ง หรือแรงกดที่น้อยเกินไป ผลจะไม่ดี รูขุมขนกว้างรักษาได้บ้างครับ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ผงถ่าน ร่วมกับการยิงแสงเลเซอร์ Nd:YAG

หาดใหญ่ไร้สิว
การรักษาด้วย Dermaroller เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้ลูกกลิ้ง ที่มีเข็มขนาดเล็กมากอยู่โดยรอบ (เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.25 มม . ความลึกของเข็มประมาณ 1.5 มม.) กลิ้งเจาะผิวหนังให้เป็นแผลเล็กๆ จำนวนมาก การหายของแผลเหล่านี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังทั้งชั้นตื้นและชั้นลึก โดยจะมีการสร้างเนื้อเยื่อคลอราเจนใหม่ รวมทั้งเกิดการผลัดเปลี่ยนเซลล์ของผิวหนังชั้นบน ทำให้ผิวหน้าเนียนใส ไม่หยาบกร้าน รอยดำจากกระและฝ้าจางลง ริ้วรอยตื้นขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลดีในการรักษาหลุมสิว และร่องรอยจากสิวอีกด้วย

ขั้นตอนการรักษา
หลังจากทำให้ชาด้วยวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไป แพทย์จะใช้ลูกกลิ้งที่มีลักษณะพิเศษดังกล่าว โดยผู้รับการรักษาจะมีลูกกลิ้งเฉพาะของตนเอง และผ่านการฆ่าเชื้อก่อนรักษาทุกครั้ง กลิ้งลูกกลิ้งบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการรักษา โดยไม่ซ้ำรอยเดิม ประมาณ 20 รอบ ทำให้เกิดรูเล็กๆจำนวนมาก โดยที่สามารถทายาบางอย่าง ให้ซึมผ่านลงไปใต้ผิว ช่วยเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ เช่น Fibrous Growth Factor(FGF) , Hyaluronic acid หรือลดสีผิว เช่น Vitamin C หรือ Tranexamic acid ทำให้การรักษาได้ผลสูงขึ้น

ขณะรักษาจะมีการเจ็บปวดหรือไม่
ก่อนการรักษาจะทายาชาชนิดเฉพาะที่ ปิดด้วยฟิลม์ไว้ประมาณ 45 นาที ผู้รับการรักษาจะรู้สึกเจ็บได้บ้าง ในบางรายแพทย์อาจใช้ยาชาชนิดฉีดร่วมด้วย ขณะทำการรักษาจะมีการใช้เครื่องพ่นลมเย็น (-5?C) เพื่อลดอุณหภูมิผิว เป็นการลดความเจ็บปวด และทำให้รู้สึกสบายขึ้น

ต้องหยุดพักกี่วัน
หลังการรักษา สามารถทำกิจวัตรต่างๆ ได้ตามปกติ จะมีหน้าแดงอยู่ประมาณ 3 วัน อาจมีการลอกเป็นขุยได้บ้าง ควรทายาปฏิชีวนะที่แพทย์จัดให้ และทาครีมให้ความชุ่มชื้นบ่อยๆ โดยทั่วไปประมาณ 3 วันหลังการรักษา จะสามารถทาครีมกันแดด และแต่งหน้าได้

จำนวนครั้งและผลในการรักษา
ควรทำซ้ำทุก 2-4 สัปดาห์ จนได้ผลดี การรักษาหลุมสิว ได้ผลดี ประมาณ 80 % หลังทำ 3-4 ครั้ง การรักษาฝ้าลึก ได้ผลดีกว่าการใช้เลเซอร์ หรือ IPL โดยที่ฝ้าลึกซึ่งรักษายากด้วยวิธีอื่น จะจางลงมากกว่า 50% หลังทำ 2-4 ครั้ง รอยย่นและร่องแก้ม จะดีขึ้นด้วย
การเกิดรอยแผลเป็นร่อง เกิดจากการที่ชั้นลึกของผิวหนังหายไปและมีพังผืดดึงรั้งผิวหนัง เป็นร่องลงไปการแก้ไข ต้องเข้าไปตัดพังผืด ด้วยใบมีดพิเศษ เรียกว่า Subcision


Subcision คือการผ่าตัดพังผืดใต้แผลเป็น ด้วยการสอดใบมีดพิเศษ ขนาดเล็กเท่าปลายเข็ม เข้าไปใต้แผลเป็น เพื่อยกผิวหนังขึ้นจากก้นแผล กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อจะทำให้แผลตื้นขึ้น หรือสามารถกระตุ้นการสร้างเนื่อเยื่อให้มากขึ้น ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง Dermaroller หรือ เลเซอร์บางชนิด เช่น Nd:YAG
ข้อควรระวังในการทำ subcision คือควรตรวจสอบว่าใช้ใบมีดพิเศษ ที่เรียกว่า NoKor หรือไม่ แพทย์ทั่วไปมักจะใช้เข็มฉีดยาเบอร์ 18 ซึ่งไม่มีความคมพอ ที่จะตัดพังผืดได้ อาจทำให้เกิดแผลเป็นชนิดนูนแทน และวิธีการทำต้องปราศจากเชื้อเหมือนการทำผ่าตัดเล็ก

การยิงเลเซอร์ Nd:YAG แล้วเกิดแผลเป็นชนิดหลุม มักเกิดจากการลดอุณหภูมิที่ผิวหนังไม่ดีพอ หรือใช้พลังงานเลเซอร์สูงเกินไป ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อแทนที่จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อตามความต้องการ การรักษาจะต้องกระตุ้นการสร้างคลอราเจนขึ้นมาใหม่เพื่อให้หลุมเต็มขึ้น วิธีที่ทำได้ได้แก่การยกก้นหลุมด้วยเข็มNoKor เรียกว่า Subcision และกระตุ้นด้วย Fractional Radiofrequency อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งครับ





THE END
หาดใหญ่ไร้สิว
หลักการทำ skin needling หรือ Dermaroller

เป็นวิธีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจากชั้นหนังแท้เพื่อการรักษาหลุมสิว โดยมีหลักการคือ การใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มขนาดเล็กกลิ้งไปบนใบหน้าจนทำให้เกิดรูขนาดเล็กเป็นจำนวนมากยังผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนจึงทำให้รอยหลุมสิวตื้นขึ้น
โดยวิธีนี้ต่างจากการทำเลเซอร์ชนิดใหม่ที่ชื่อว่า Fraxel กล่าวคือ Fraxel ใช้พลังงานแสงทำให้เกิดรูที่ผิวหนัง แต่ Dermaroller ใช้พลังงานกล (ความแหลมและการกดทับของเข็ม)
แต่เนื่องจากการทำ Dermaroller มีราคาถูกกว่าการทำเลเซอร์ Fraxel มาก จึงทำให้เป็นที่นิยมมากกว่า



ข้อควรระวัง ในการทำ Dermaroller ต้องรักษาสิวให้หายก่อน ห้ามมีสิวในขณะทำ
และคนที่หน้าบางจากการใช้ยาทาจำพวกสเตียรอยด์ รักษารอยแผลเป็นคีรอยด์มาก่อนก็ห้ามทำเช่นกัน เพราะเมื่อทำ dermaroller
ผิวคุณจะไม่สามารถสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมตัวเองได้ จะก่อให้เกิดรอยแผลเป็น และหยุดรับประทานยารับประทานกลุ่มเรตินอยด์ เช่น Roaccutane Acnotin Isotane เป็นเวลาอย่างน้อย3เดือน










จากภาพ Dermaroller ขนาด 1.5 มม. ของจีนเกรด A, เข็มฉีดยาเบอร์ 18 พร้อมไซลิงค์,
ค็อกเทล ไฮยาลูรอน+คอลลาเจน+อีลาสตินโกรว์แฟคเตอร์ ขนาด 5 ml. 2 ขวด, กระบอกสเตอริไรซ์ฆ่าเชื้อ









สิ่งที่ต้องเตรียม

1. Dermaroller ขนาด 1.5 มม. พร้อมกระบอกสเตอริไรซ์
2. ค็อกเทล ประกอบด้วย ไฮยารูลอน, คอลลาเจน, อีลาสตินโกลว์แฟกเตอร์ (EGF)
3. เข็มฉีดยาเบอร์ 18 พร้อมไซลิงค์
4. ครีมยาชาเอ็มล่า emla 5%
5. พลาสติดแร็พห่ออาหาร
6. เบตาดีน
7. แอลกอฮอล์
8. ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย วุฒิศักดิ์ Genta Ointment หลอดสีขาวฝาสีฟ้าหลอดเล็ก
9. สำลี
10. หมวกคลุมผม และถุงมือ
10. ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ เช่น Cloxa ทานก่อนอาหาร 15-30 นาที
11. ยาแก้ปวดพาราเซตามอล


วิธีทำ

- เริ่มต้นล้างหน้าให้สะอาดเช็ดหน้าให้แห้ง


- ทาครีมยาชา emla หนาปานกลาง แล้วปิดทับด้วยพลาสติกแร็พให้ทั่วหน้า พอกทิ้งไว้ 45 นาที - 50 นาที









- เมื่อครบ 45-50 นาที แกะพลาสติกแร้พออก ใช้สำลีชุบเบตาดีน เช็ดครีมยาชาออกให้หมด ห้ามใช้แอลกอฮอลล์เช็ดหน้าเด็ดขาด















- คว่ำกระปุกค็อกเทลลง ใช้เข็มฉีดยาเจาะลงไปในกระปุกค็อกเทล ดูดเซรั่มขึ้นมาประมาณ 2.5 cc แล้วดึงเข็มออก เหลือน้ำยาเตรียมไว้ในไซลิงค์เพื่อใช้กลิ้ง


- ทำความสะอาดมือ โดยใช้สำลีชุบแอลกอฮอลล์เช็ดมือให้สะอาด หรือจะใส่ถุงมือก็ไ้ด้


- เริ่มต้นกลิ้ง โดยหยอดค็อกเทล ไฮยาลูรอน+คอลลาเจน+อีลาสติน แล้วใช้แรงกดเบาๆ ก่อน จนถึงปาณกลางประมาณ 500 กรัม ห้ามใช้แรงกดมากเกินไป

โดยเริ่มต้นที่แก้มข้างใดข้างหนึ่ง หน้าผาก ขมับ คาง และจมูก ตามลำดับ เริ่มจากกลิ้งไปตามแนวนอน แนวตั้ง แนวทะแยง ซ้ายและขวา ย้อนไปย้อนมาแต่ละแนวประมาณ 10-20 รอบ














ตอนนี้หน้าจะเริ่มแดงหรือมีเลือดออกซิบๆ แล้วเก็บรายละเอียดตรงจุดที่มีปัญหามากๆ ซ้ำเป็นแนวเล็กๆ ตรงนี้เลือดอาจเริ่มซึมออกมาไม่ต้องแปลกใจ


- หลังจากกลิ้งเสร็จทั่วหน้าแล้ว ใช้สำลีชุบเบตาดีน (ห้ามใช้แอลกอฮอล์) เช็ดให้ทั่วหน้าให้เกลี้ยง ตอนนี้หน้าคุณจะดูแดงๆ และเลือดหยุดไหลแล้ว หลังจากนี้จะประคบเย็นด้วย Vitamin C ก็ได้ แต่ห้ามใช้น้ำแข็ง แต่ดิฉันไม่ประคบเย็น ทาไฮยาลูรอน+คอลลาเจน+อีลาสติน แทน









- เก็บเดอร์มาโรลเลอร์ลงในขวดสเตอริไรซ์ ก่อนเก็บให้หยอดเบตาีดีนลงให้ชุ่ม แล้วสะบัดให้แห้ง เก็บลงในขวดทันที ห้ามใช้แอลกอฮอลล์ทำความสะอาด หรือนำไปนึ่ง หรืออบความร้อนใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามสัมผัสโดนเข็ม จะทิ้งทันทีก็ได้ หรือจะเก็บไว้ใช้ได้อีก 1-2 ครั้ง ก็น่าจะคุ้มแล้ว

- ใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียของวุฒิศักดิ์ทาทั่วหน้า ตอนนี้หน้าจะมันๆ เป็นอันเสร็จพิธี

- ทานยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ เช่น Cloxa ทานก่อนอาหาร 15-30 นาที หากมีอาการปวดก็ทานยาแก้ปวดเพิ่มค่ะ

- ภายใน 24 ชั่วโมงยังไม่ควรล้างหน้าและทาครีมใดๆ ที่ระคายเคืองค่ะ

- หลังจากครบ 24 ชั่วโมง คอลลาเจนในชั้นผิวหนังจะเริ่มสร้างตัวใหม่ สังเกตผิวคุณจะดูตึงและตื้นขึ้น

- เมื่อครบ 1 วัน สามารถล้างหน้าได้แล้ว และช่วง 2-3 วันนี้ หลังล้างหน้าเสร็จ ให้ใช้ทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรียของวุฒิศักดิ์ ทาให้ทั่วหน้าบางๆ ก่อนแต่งหน้าค่ะ

- ผ่านไป 2-3 วันหน้าจะหายแดงและเริ่มลอกค่ะ การทำ Dermaroller สามารถเจอแสงแดดได้ไม่เหมือนกับการทำ Fraxel หรือจะทาครีมกันแดดก็ยิ่งดีค่ะ


คำแนะนำหลังการทำ

1. ภายใน 3 ชั่วโมงหลังทำงดล้างหน้าหรือทาครีมใดๆ เพราะอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ
2. ภายใน 3 - 4 ชั่วโมงหลังทำไม่ควรสัมผัสหน้า แต่ถ้าจำเป็นควรทำความสะอาดมือก่อนทุกครั้ง
3. สามารถแต่งหน้า ทาครีมกันแดดได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น
4. ประมาณ 2 - 3 วันหลังทำงดใช้ครีมที่ก่อให้เกิดระคายเคือง เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ เพราะจำทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้
5. ทาครีมให้ความชุ่มชื้นในปริมาณที่มากกว่าปกติ เนื่องจากผิวจะแห้ง และลอกเป็นขุยหลังทำ
6. หลังทำจะมีผิวหน้าแดงระเรื่อประมาณ 1- 3 วัน




Link : http://www.youtube.com/watch?v=v7V2EB03PWc




Home Care Dermaroller

Link : http://www.youtube.com/watch?v=w5VGV1_JV68





Link : http://www.youtube.com/watch?v=wvwhjcTkwmc





@@@ Credit : คุณJuliaRoBot จาก thailadyboyz.net @@@ laugh.gif laugh.gif laugh.gif


ปล.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
หาดใหญ่ไร้สิว
อันนี้ ลิ้งค์สำหรับดวาน์โหลดวิดีโอการทำDermarollerทั้ง3วิดีโอข้างต้นนะครับ
http://www.uploadtoday.com/download/?7ee0d...4d72c2ead6d493b

ลิ้งค์ดาวน์โหลดสำรอง

ปล.วิธีทำความสะอาดเข็มDermarollerด้วยวิธีล้างด้วยเบตาดีน /แอลกอฮอล์ /น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกชนิด ไม่ใช่กรรมวิธีทำความสะอาดที่ถูกต้อง100%(รวมถึงการทำความสะอาดผิวหน้าเช่นกัน)
ตั้งแต่โพสต์ที่6เป็นต้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเป็นอย่างสูง
หาดใหญ่ไร้สิว
ความคิดเห็นและคำแนะนำของเพื่อนๆที่ทำDermaroller tongue.gif tongue.gif tongue.gif laugh.gif laugh.gif laugh.gif

คำถาม1 หลังทำdermarollerใช้ครีมอะไรบำรุงดี นอกเหนือไปจากครีมของคุณหมอ

-ว่านหางจรเข้ปอกเอาวุ้น ล้างให้สะอาดๆ ไม่เสียเงิน แต่ควรทาซ้ำบ่อยๆ
-ถ้าอยากเสียเงินก็ไปซื้อ Pore Zero Mask ของ Ettusais 850บาท ใช้ได้ เย็นดีด้วย
หรือซื้อวิชี่ อควาเลีย เธอมอล ซีรั่ม ขวดละ 1500
หรือ water sleeping pack ของ Lanaige 1050-1200 โดยประมาณ ลดการระคายของผิวได้ดีจ้า ขอบอก
-เราใช้แต่ยาหมอ และตัวครีมบำรุงก็ok นะ

คำถาม2 คือมีหลุมที่หน้ามากเลยไปทำdermarollerมา รู้สึกเจ็บ(ซี๊ด)มากตอนที่ทำก็นึกว่ายาชามันออกฤทธ์แล้ว เข้าใจอารมณ์คนไข้เลย อยากรู้ว่าทำงัยจะลดความเจ็บได้ขณะทำเช่นโป๋ะยาเพิ่มหรือทิ้งไว้นาน sedateซะ มีใครมีเทคนิกดีๆขอหน่อยครับ แล้วหลังทำนอกจากทานวิตามินซี ป้องกันแดด แล้วมีอะไรที่จะแนะนำอีกดีครับ

-ที่คลินิกจะโปะยาชาไว้เกือบชั่วโมงเลยค่ะ
ประมาณ 45 นาทีค่ะ ไม่มีเทคนิคอะไรแต่ก็ทำตามนี้ คงจะเหมือนๆกันมั้งคะ
วิธีทำ ดังนี้คะ
1. ทำความสะอาดผิวหน้า แล้วทายาชาทิ้งไว้ 30-45 นาที
2. เช็ดยาชาออก แล้วทำความสะอาดผิวหน้าด้วยอัลกอฮอล์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้ออื่นๆ
3. เริ่มทำการรักษาด้วยการไถลูกกลิ้ง ( Derma Roller) ทั่วบริเวณใบหน้าเบาๆ ประมาณ 20-25 รอบต่อบริเวณที่ต้องการรักษา โดยแต่ละรอบจะทำการไถไม่ซ้ำกัน และจะเน้นในบริเวณที่มีปัญหา เพื่อให้เกิดผลการรักษาสูงสุด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีต่อการรักษา 1 ครั้ง
4. หยอดตัวยาผสม ( Cocktails ) ไปพร้อมๆ กับการไถลูกกลิ้ง เพื่อให้ตัวยาซึมผ่านรูเล็กๆ เข้าไปได้ทั่วถึง
5. หลังจากนั้น ใช้ Gauge หรือสำลี ชุบ NSS (แช่เย็น) โปะทั่วใบหน้า เพื่อลดอาการปวดแสบร้อน ประมาณ 15 นาที
6. ขั้นสุดท้าย : ทาทับด้วยครีมบำรุง หรือครีมสมานผิว หรือครีมลดอาการอักเสบ
มักจะทำซ้ำทุก 2 อาทิตย์ในเดือนแรก และทำเดือนละครั้ง จนกว่าจะได้ผลที่พอใจ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะประมาณ 4-6 ครั้ง

แต่ก็จะมีเจลไว้มาร์คหน้าให้คนไข้ค่ะ ซึ่งเป็นสูตรของทางคลินิก

ส่วนเรื่องทานวิตามินซีหรือ ทาครีมกันแดด หลีกเลี่ยงแสงแดด ก็คงจะเหมือนๆกันค่ะ
หาดใหญ่ไร้สิว
กำ เปลี่ยนรูปประจำตัวยังไงอะ
ไซส์ใหญ่เกิน ลงไม่ได้

ไปนอนดีกว่า tongue.gif tongue.gif tongue.gif
KaLaMunG
เยอะมาก
ไว้ว่างๆจะค่อยๆมาอ่านนะ
tu111
รวบรวมมาดีมากครับ ปักหมุดให้เลย
หาดใหญ่ไร้สิว
แง่ว dry.gif อยู่ข้างบนมานว้าเหว่ยังงายก้อไม่รู้
ครีมกันแดด เพิ่งได้รับวันนี้นะครับ ได้รับปุ๊บก้อใช้ปั๊บ
เอาไว้จะมารีวิวผลการใช้นะครับ
ขอบคุณครับ
หาดใหญ่ไร้สิว
อันนี้เป็นข้อมูลเล็กๆน้อยๆนะครับ
ไม่ใช่การโฆษณาแต่อย่างใด

หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
หาดใหญ่ไร้สิว
KaLaMunG
QUOTE (หาดใหญ่ไร้สิว @ May 31 2008, 03:16 AM) *



แบบนี้เลยที่หมอให้ดู
หาดใหญ่ไร้สิว
แบบนี้ของฝรั่งเศสของแท้แน่นอน

เคยถามมาเหมือนกัน หมอเค้าใช้เข็มฝรั่งเศส ความยาว2.5mm.
ต้นทุนเข็ม ราคาประมาณ5000บาท

ถ้าจะให้ชัวร์ดูที่ข้างเข็ม(ไม่ใช่กล่อง)จะมีเขียนบอกไว้ว่า Made inประเทศอะไร
หาดใหญ่ไร้สิว
การเลือกใช้วิตามินให้ถูกต้องกับปัญหาผิวพรรณ


1. ปัญหารอยจาง ๆ บนใบหน้าหรือรอยย่นของวัย
เลือกใช้ : วิตามินเอ


นอกจากการเลือกใช้เครื่องสำอาง เพื่ออำพรางริ้วรอยต่าง ๆ ของวัยแล้ว
การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล หรือ เรตินเอ ซึ่งเป็น
วิตามินเอชนิดหนึ่ง ก็สามารถลดริ้วรอยจาง ๆ ของผิวได้ โดยมีผลการ
วิจัยจาก วารสารของสมาคมแพทย์ผิวหนังของสหรัฐ ล่าสุด ยืนยันว่า
ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลเอ ในปริมาณเพียง 1 % ก็เพียงพอ
ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างของผิวมีความ
ยืดหยุ่นดีขี้น และช่วยลดริ้วรอยของวัยได้ แต่เครื่องสำอางโดยทั่วไป
มักมี เรตินอลเอ ในปริมาณ 0.05-0.5 % จึงอาจทำให้เห็นผลได้ช้าขึ้น
ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จึงควรตรวจสอบว่า มีเรตินอลเอ
อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่



2. ปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย
เลือกใช้ : วิตามินบี 3


สำหรับคนที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ประเภท
glycolic , salicylic acid รวมทั้ง AHA เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะค่อนข้าง
รุนแรงต่อผิว และอาจทำให้เกิดปัญหาการแพ้ได้มากขึ้น Zoe Draelos
แพทย์ผิวหนังจากมหาวิทยาลัย เวค ฟอเรส ในนิวยอร์ค แนะนำให้ผู้ที่
มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินบี 3 หรือ
ไนอาซิน (niacin) ซึ่งจะมีความเป็นกรดต่ำ จึงทำให้ระคายเคืองต่อผิว
ได้น้อยกว่า



3. ปัญหาผิวพรรณจากแสงแดด ( กระ ฝ้า และริ้วรอย)
เลือกใช้ : วิตามินซี


มีผลการศึกษาที่ลงพิมพ์ในวารสาร the Journal of Applied Cosmetology
ฉบับเดือนตุลาคม 1999 ระบุว่า วิตามินซี มีผลดีต่อผิวโดยทำหน้าที่
เหมือน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีของแสงแดด
รวมทั้งมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจทำให้เกิด กระ จุดด่างดำบนผิวหน้า รวมทั้ง
อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะได้ผลิตภัณท์ที่มี
ส่วนผสมของวิตามินซี ให้ได้ผลนั้น ลิตภัณฑ์ดังกล่าว ควรมีวิตามินซี
ผสมอยู่ในปริมาณ 10 % หรือสูงกว่า และควรใช้ทุกวันก่อนออกจากบ้าน
เหมือนกับการใช้ครีมป้องกันแดด


4. ปัญหาผิวแห้ง หรือผิวหยาบกร้าน
เลือกใช้ : วิตามินบี 5 หรือวิตามินอี


วิตามินทั้งสองชนิดนี้ มักจะรู้จักดีว่า เป็นเสมือนสารมอยส์เจอร์ไรเซอร์
ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว แต่วิตามินอียังทำหน้าที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์
ได้ดีอีกด้วย แต่ผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยไมอามี เมื่อเร็ว ๆนี้
ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินที่มีขายกันในตอนนี้ ยังไม่มี
ผลดีต่อการลดริ้วรอย แพทย์ผิวหนังจึงแนะนำให้ใช้วิตามิน เพื่อเพิ่ม
ความชุ่มชื้นให้แก่ผิวมากกว่าที่จะหวังผลในด้านช่วยลดริ้วรอยของวัย




5. ปัญหารอยคล้ำใต้ตา
เลือกใช้ : วิตามินเค เรตินอลเอ หรือวิตามินซี


ปัญหารอยคล้ำใต้ตานั้น บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากการอดนอนเสมอไป
เพราะอาจจะมีสาเหตุมาจากการเป็น โรคภูมิแพ้ การขยี้ตาบ่อย ๆ
สูบบุหรี่ หรือจากกรรมพันธุ์ก็ได้

วิตามินเค จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น จึงทำให้สีผิว
บริเวณนี้หายคล้ำลงได้ และมีผลการวิจัยล่าสุด พบว่า การใช้วิตามินเค
1 % ผสมกับ เรตินอลเอ ปริมาณ 0.15 % จะมีผลดีต่อการลดรอยคล้ำ
ใต้ตาได้อย่างชัดเจนขึ้น แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาระคายเคืองได้บ้าง
Jeffrey Blumberg ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย Tufts บอกว่า วิตามินซี
ก็ช่วยแก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตาได้ดีเช่นกัน

แม้ว่าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ จะช่วยแก้ปัญหา
ของผิวพรรณได้ก็ตาม แต่ Jeffrey Blumberg ก็ยอมรับว่า การรับประทาน
อาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้คุณได้รับวิตามินสำคัญ ๆ ที่ร่างกาย
ต้องการอย่างครบถ้วน ก็การันตีได้ว่า คุณจะมีสุขภาพแข็งแรง
และย่อมจะมีผลดีต่อผิวพรรณในระยะยาวอีกด้วย



ที่มา - ผู้หญิงดอทคอม
หาดใหญ่ไร้สิว
• Anti-Aging Treatments •


พูดถึง Anti-Aging Treatments ที่มีขายอยู่มากมาในท้องตลาด
ถ้ามีซักอันนึงที่มันใช้แล้วให้ผลอย่างที่โฆษณาไว้ ก็คงจะมีคนอีก
หลายต่อหลายคนจ่ายเงินแบบไม่อั้น เป็นพันเป็นหมื่น เพื่อที่จะให้
อายุตัวเองหยุดอยู่ที่ สาวอายุ 15 แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นซักกะนิด
เพราะว่ามีเพียงแค่ส่วนผสมไม่กี่ตัวที่ผ่านการรับรองว่าช่วยลดริ้วรอย
ได้จริงๆ ส่วนตัวอื่นๆอีกลายตัว มีเพียงแค่หลักฐานบางตัวที่บอกว่า
อาจจะมีผลแต่ก็ไม่เป็นที่รับรอง และนอกนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
และอาจจะมีผลข้างเคียงต่อผิวด้วยซ้ำ (พวกที่เรียกว่า cosmetic
ซึ่งต่างจาก drug โดยสิ้นเชิง) cosmetic ช่วยให้ผิวดูดีขึ้นแค่ชั่วคราว
พอล้างออก ผิวหน้าก็กลับเป็นเหมือนเดิม ซึ่งต่างจาก drug ซี่งพอกิน
หรือทาแล้ว จะช่วยรักษา ซ่อมแซมผิวหน้าให้ดูดีหากใช้ติดต่อกันในเวลา
ที่เหมาะสม

ส่วนผสมที่มักจะใช้เป็นตัวโฆษณา เช่น Vitamin E, Vitamin C, AHA, BHA เป็นต้น แบ่งไว้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. Clinically Proven Topical Treatments
ผ่านการรับรองทางการแพทย์อย่างกว้างขวางว่าเห็นผล ช่วยในการ
ป้องกันและลดริ้วรอย

2. Possibly Effective Topical Treatments

ไม่ผ่านการรับรองทางการแพทย์อย่างกว้างขวาง แต่มีหลักฐาน
บางตัวที่บอกว่าอาจจะช่วยลดและป้องกันริ้วรอย

3. Popular but Unproven Topical Treatments
เป็นที่นิยมในหมู่ skincare แต่ไม่ผ่านการรับรองทางการแพทย์


แปลมาจากบทความของ G. Todorov, Ph.D. www.smartskincare.com
Credit : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=p...e=14&blog=1
หาดใหญ่ไร้สิว
• 1. CLINICALLY PROVEN TROPICAL TREATMENTS •

ผ่านการรับรองทางการแพทย์อย่างกว้างขวางว่าเห็นผล
ช่วยในการป้องกันและลดริ้วรอย

มารู้จักสารส่วนผสมของ skincare ตัวที่ผ่านการทดสอบ
และรับรองว่าส่งผลในการช่วยลดริ้วรอยได้จริง มีการ
ทดสอบกันอย่างจริงๆ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขนาดเจ้า
พวกนี้เค้ายังต้องใช้เวลากันเป็นครึ่งปี ภายใต้การความคุม
อย่างใกล้ชิด จึงจะเห็นผลนะ แล้วลองคิดดูละกันว่า
เครื่องสำอางตามท้องตลาดที่โฆษณาว่า อาทิตย์เดียว
เห็นผลเนี่ย มันจะจริงเ้ร้อ!



• 1.1 Alpha-Hydroxy Acids •


Alpha hydroxy acids (AHA) พบใน skincare มากมายหลายตัว
AHA เป็นกรดสกัดจากทั้งธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นมา เมื่อก่อน
ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA จะมีราคาสูงมาก ซึ่งขัดจากความ
เป็นจริงที่ AHA เป็นสารเคมีที่ราคาถูก ประสิทธิภาพของ AHA
ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ AHA เพียงอย่างเดียวก็ว่าได้

วิธีใช้ AHA ทำได้ 2 แบบ คือ chemical peel ซึ่งเป็นการใช้
AHA ที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีการลดลองในปี 1996 โดย University of Los Angles, California
โดยมีอาสาสมัคร 45 คน โดยใช้ 50% Glycolic acid เพียง
อย่างเดียวทาครึ่งหน้า แขน และมือ สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 5 นาที
ทำติดต่อไปเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผลออกมาคือ AHA สามารถช่วย
ลดริ้วรอยที่เกิดจากแสงอาทิตย์ อีกการทดลองนึงโดย University
of Philadelphia, Pennsylvania ซึ่งทดลอง 25% Glycolic acid
เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งส่งผลให้ผิวหนังหาขึ้น ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น
ดีขึ้น และช่วยเพิ่มความหนาแน่นของ คอลาเจน

ถึงแม้ว่าการทำ Chemical peel จะช่วยลดริ้วรอย แต่หากใช้
glycolic acid (AHA) ที่มีความเข้มข้นเกิน 15% ควรอยู่ในการ
ดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA สามารถหาซื้อได้ตาม
supermarket ทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีความเข้มข้นไม่สูงมาก
(ประมาณ 5 – 15%) ประสิทธิภาพก็ลดลงไปด้วย และหาก
ผลิตภัณฑ์ตัวไหนมีส่วนผสมของ AHA ต่ำกว่า 8% ก็ถือว่าจะ
ส่งผลใดๆต่อผิวเลย



• 1.2 Tretinoin (a.k.a. Retin A, Renova) •


Retin A และ Renova เป็นชื่อยี่ห้อของ Tretinoin (ย่อมาจาก
trans-retinoic acid) Tretinoin เป็นสารประกอบซึ่งไม่ใช่
vitamin A ซะทีเดียว มีส่วนในการควบคุมฮอร์โมนที่ควบคุม
การเจริญเติบโตของผิวหนัง

มีการศึกษาเกี่ยวกับ tretinoin ไว้มาก ซึ่งผลสรุปคือสามารถ
ช่วยลดริ้วรอย ช่วยให้ผิวเนียนเรียบขึ้น และข่วยในการทำงาน
ของลอลาเจนด้วย Tretinoin ที่มีความเข้มข้น 0.025 – 0.1%
จึงจะส่งผลดังกล่าว และที่มีความเข้มข้นมากกว่านี้ก็ใช่ว่าจะมี
ประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย จากผลการศึกษา ที่ประมาณ 0.025%
ให้ปริสิทธิภาพสูงเกือบเท่ากับ 0.05 หรือ 0.1% แต่ระคายเคือง
น้อยกว่า และจากผลการศึกษา ต้องใช้ติดต่อกันประมาณ 1 ปี
ถึงจะมีผลในการลดริ้วรอยให้จางหายไป อย่างไรก็ตาม การใช้
Tretinoin ติดต่อกันอาจจะส่งผลให้ผิวเกิดการสึุกหรอ และทำให้
ผิวแก่เกินวัย (ซึ่งตรงข้ามกับผลที่ต้องการ) ดังนั้นการใช้ Tretinoin
จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ



• 1.3 Retinoids •


Tretinoin หรือเรียกอีกอย่างว่า trans-retinoic acid
(ตัวที่เป็นที่นิยมก็คือ Retin A และ Renova) เป็นตัวที่มีการ
ศึกษาว่าช่วยลดริ้วรอยได้ นอกจากนี้แล้วยังมีตัวที่คล้ายๆกันคือ
Retinoids ซึ่งผลการศึกษาพบว่าสามารถช่วยในการลดริ้วรอย
สิว และรอยเหี่ยวย่น

ด้วยเหตุผลที่ว่า Retinoids มีราคาสูง จึงมีคำถามตามมาว่าทำ
ต้องจ่ายแพงกว่า ในเมื่อ Tretinoin ก็ใช้ได้เหมือนกัน คำตอบ
ก็คือ Retinoids ส่งผลกระทบข้างเคียงน้อยกว่า ปลอดภัยกว่า
และมีประสิทธิภาพสูงกว่านั่นเอง

ตัวที่เป็นที่นิยมก็คือ tazarotene (Tazorac) และ adapalene
(Differin) ผลการศึกษาการใช้เป็นเวลา 24 สัปดาห์ พบว่า
0.1% tazarotene มีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยสูงกว่า
0.05% tretinoin แต่ส่งผลข้างเคียงน้อยกว่า (อาจจะมีอาการ
แสบร้อนเพียงแค่อาทิตย์แรกที่ใช้ แต่ไม่ส่งผลข้างเคียงหลังจากนั้น)
ส่วน adapalene เริ่มแรกจะเน้นไปที่การรักษาริ้วรอยที่เกิดจากสิว
เพราะส่งผลระคายเคืองน้อยกว่า และยังช่วยในการลดริ้วรอยอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญบางคน (ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือหมอผู้เชี่ยวชาญ)
กล่าวว่า พวก vitamin A (เช่น retinol, retinyl palmitate) เป็นกลุ่มนึง
ใน retinoids ด้วย ที่จริงแล้ว vitamin A ไม่ใช่ retinoid เพราะว่า
เซลล์ผิวหนังต้องเปลี่ยน vitamin A ไปเป็น retinoic acid (tretinoid
หรือ retinoid) เสียก่อน และการเปลี่ยนรูปนั้นก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่
ควร ถึงแม้จะใช้ vitamin A ที่ความเข้มข้นสูงแต่ประสิทธิภาพก็ยังเทียบ
ไม่ได้กับ retinoidsและยังเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิวอีกด้วย



• 1.4 Estrogens •


หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือน อายุผิวจะเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ริ้วรอย
จะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ความยืดหยุ่นผิวจะแย่ลง และผิวจะหยาบ
กร้านขึ้น นี่เป็นเพราะเหตุผลที่ ระดับเอสโตรเจ้นต่ำลงหลังจากวัยหมด
ประจำเดือน เอสโตรเจนเป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยปกป้องโรคหัวใจในผู้หญิง
และช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย มีการศึกษาพบว่าหลังจากผ่านวัยหมดประจำ
เดือนแ้ล้ว หากมีการเพิ่มเอสโตรเจนให้กับร่างกายจะช่วยให้ริ้วรอยเกิด
ขึ้นช้าลงและผิวพรรณจะมีน้ำมีนวลกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้กินเอสโตรเจน
ผลการศึกษาโดย Dr Schmidt, University of Vienna พบว่าหลังจาก
การใช้ เอสโตรเจนเป็นเวลา 6 เดือนความยืดหยุ่นของผิวจะดีขึ้นผิวพรรณ
เต่งตึงกว่าเดิมดูมีน้ำมีนวลริ้วรอยจางลงและรูขุมขนจะแคบลงอีกด้วย



• 1.5 Vitamin C (L-ascorbic acid) •


เพิ่งไม่นานมานี้เอง ความนิยมใน vitamin c ใน skincare ที่ช่วยลดริ้วรอย
ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ว่ามันช่วยได้จริงหรือเปล่า

ประโยชน์ของ vitamin C ก็คือ อย่างแรกคือช่วยในการสังเคราะห์คอลาเจน
(ซึ่งเป็นตัวสำคัญของโครงสร้างโปรตีนในผิวหนัง)การเพิ่ม vitamin c ไปที่
เซลล์ผิวหนังจะช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลาเจนได้อย่างมาก และอย่างที่สอง
คือ vitamin C เป็นตัวanti-oxidant และช่วยป้องกันผิวที่ถูกทำลายจากสภาวะ
ภายนอกเมื่อ vitamin C ถูกส่งเข้าสู่เซลล์ผิวหนังอย่างถูกวิธี จะมีโอกาสช่วย
ในการลดริ้วรอยและทำให้ผิวพรรณสดใส

แต่ ... ปกติ vitamin C จะไม่เสถียร (นอกจะจะอยู่ใสสภาวะที่แห้ง)ในสภาวะ
ทั่วไป vitamin C จะถูกเปลี่ยนเป็น รูป oxidized ซึ่งไม่สามารถช่วยกระตุ้น
คอลาเจน หรือเป็นตัว antioxidant ได้ แล้วแถมยังทำให้เกิดอันตรายต่อผิว
อีกด้วย ในผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตและเก็บไม่ถูกวิธี มันอาจจะเปลีึ่ยนเป็น oxidized
ตั้งแต่เริ่มใช้แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้แล้ว vitamin C ที่มีความเข้มข้น
สูงกว่า 10% เท่านั้น จึงจะสามารถส่งผลที่เซลล์ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดไม่กี่ยี่ห้อที่ผลิต vitamin C ที่มีความเข้มข้นสูงและ
มีความเสถียรสูง แต่ผลิตภัณฑ์พวกนี้จะราคาสูง แต่พอใช้ไปก็จะค่อยๆ เปลี่ยน
สภาพไป oxidized vitamin C จะมีสีเหลืองอมน้ำตาล ปกติ vitamin C จะไม่มี
สี ดังนั้น เวลาซื้อ skincare ที่มีส่วนผสมของ vitamin C เป็นหลัก ให้เลือกที่เป็น
สีขาวหรือ ไม่มีสี (สีใส) ซึ่งจะช่วยให้เราสังเกตได้หากเนื้อครีมหรือเจลเริ่มเปลี่ยน
สีเป็นสีเหลืองอมน้ำตาล (ไม่ขาวหรือใสดังเดิม) ก็แสดงว่า vitamin C ตัวนี้ได้เสี่อม
สภาพไปแล้ว และไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง ... และด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ผู้ผลิตหลายๆ
ยี่ห้อถึงได้ใส่สีไปใน ผลิตภัณฑ์ที่มี vitamin C เป็นส่วนผสมหลัก

เมื่อใช้ vitamin C ในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณ 50% ของผู้ใช้ จะเห็นผลดี
ได้อย่างชัดเจน (ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้แล้วได้ผลเหมือนกันหมด)

การกิน vitamin C แทนการทาลงไปที่ผิว จะช่วยส่งผลในการลดริ้วรอยได้แต่
ไม่มาก ด้วยสาเหตุที่ว่าเราไม่สามารถกินvitamin C ที่มีความเข้มข้นสูงพอที่
จะไปกระตุ้นการทำงานของคอลาเจน



• 1.6 Vitamin C derivatives •


Vitamin C (L-ascorbic acid) เป็นตัวที่ช่วยต่อต้านริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น
แต่ด้วยความที่ไม่เสถียรเมื่อสัมผัสอากาศภายนอกจึงได้มีการค้นคิด vitamin C
ที่มีความเสถียรสูงกว่า แต่ผลิตภัณฑ์พวกนี้จะราคาสูง (แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพอยู่ดี)

นักวิทยาศาสตร์ได้มีการทดลองการทำงานของ vitamin C derivatives ซึ่ง
เป้าหมายคือต้องการให้มีอัตราการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังสูง และเปลี่ยนเป็น
L-ascorbic acid ในปริมาณที่มากพอที่จะกระตุ้นการทำงานของคอลาเจน
นอกจากนี้ยังต้องก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า vitamin C ด้วย และ
ปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบ 2 ตัว คือ

1.6.1 Ascorbyl palmitate

Ascorbyl palmitate ละลายในน้ำมัน เป็นที่นิยมในผลิตภัณฑ์บำรังผิว
เพราะว่าไม่ระคายเคืองและมีความเสถียรสูงกว่าvitamin C นอกจากนี้ยัง
เป็นตัว antioxidant และมีประสิทธิภาพสูงกว่า vitamin E อย่างน้อยสอง
เท่าตัว แต่ว่าก็เพียงเท่านั้น เพราะเจ้าตัวนี้ เมื่อซึมเจ้าสู่ผิวหนังแล้ว
ไม่สามารถให้ vitamin C ที่ใช้กระตุ้นคอลาเจนได้ (แสดงว่าไม่ได้ช่วยใน
การลดริ้วรอย ... เป็นได้แค่ antioxidant)

ถึงแม้ว่าตัวนี้จะมีความเสถียรสูง แต่ก็ยังที่จะเสื่อมสภาพได้ดังนั้นจึงควร
เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สีขาวหรือไม่มีสี

1.6.2 Magnesium ascorbyl phosphate

Magnesuim ascorbyl phosphate ละลายในน้ำ เป็นที่นิยมสูง ไม่
ระคายเคืองผิว มีความเสถียรสูงกว่า vitamin C เพราะว่า ละลายในน้ำได้
จึงทำให้มีประสิทธภาพคล้ายๆกับ vitamin C คือสามารถกระตุ้นการ
ทำงานของคอลาเจน โดยทั่วไปแล้ว Magnesium ascorbyl phosphate
จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าvitamin C สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย

ถึงแม้ว่ามีผลิตภัณฑ์หลายๆตัวตามท้องตลาดที่มีส่วนผสมของเจ้าตัวนี้
แต่ระวังไว้หน่อย เพราะส่วนมากจะมีความเข้มข้นไม่มากพอที่จะช่วย
กระตุ้นการทำงานของคอลาเจน และก็ยังจะเสื่อมสถาพได้อยู่ดี จะให้ดี
บรรจุภัณฑ์ควรจะเป็นหลอดหรือขวดปั๊ม ทีบแสง (ขวดใส หรือ กระปุก
... ไม่เป็นที่แนะนำอย่างยิ่ง)
หาดใหญ่ไร้สิว
• 2. POSSIBLY EFFECTIVE TOPICAL TREATMENTS •


ในกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ อาจจะมีผลช่วยในการลดริ้วรอย ... แต่ก็ยังไม่มีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง แต่มีหลักฐานบางตัวที่บอกว่าอาจจะช่วยลดและป้องกันริ้วรอย

2.1 Palmitoyl pentapeptide-3 (Matrixyl)
2.2 Copper peptides
2.3 Alpha lipoic acid
2.4 Active retinol
2.5 Coenzyme Q10
2.6 Idebenone
2.7 Lycopene
2.8 DMAE
2.9 Green tea
2.10 Furfuryladenine (Kinetin, Kinerase)
2.11 Progesterone
2.12 Niacinamide



• 2.1 Palmitoyl pentapeptide-3 (Matrixyl) •


เจ้าของ Palmitoyl pentapeptide-3 (Matrixyl) คือ Sederma SA และ Proctor & Gamble มีชื่อทางการค้าว่า Matrixyl ซึ่งก็มีอยู่มากมายหลายสูตรอยู่ตามท้องตลาด

ผู้ผลิตเคลมว่า Palmitoyl pentapeptide-3 เนี่ย มีประสิทธิภาพต่อต้างริ้วรอยได้พอๆ กับ Retinol แต่ว่าไม่ก่อให้เกิดการระคายผิวเหมือนกัน Retinol

แล้วก็เป็นที่กล่าวกันไปอีกว่า palmitoyl pentapeptide-3 มีขนาดโมเลกุลเล็ก ประกอบไปด้วย 5 amino acids เชื่อมกัน และมี fatty acid ติดอยู่ด้วย ซึ่งก็จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ... นักวิจัยพบว่า palmitoyl pentapeptide-3 จะไปกระตุ้น collagen และ elastin แล้วก็ glucosamnoglycans ด้วย ... แต่ว่า palmitoyl pentapeptide-3 ทำงานยังไงก็ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน ... ถึงแม้ว่าดูเหมือนจะมีการศึกษาอยู่มาก แต่งานวิจัยเกือบทั้งหมดได้เงินทุนมาจาก P&G

ดังนั้นเราก็คงต้องรอกันต่อไป ให้การศึกษา palmitoyl pentapeptide-3 มีมากขึ้น เราก็จะได้มีความมั่นใจมากขึ้นว่าคุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปหรือเปล่า



• 2.2 Copper peptides •



หากบางคนคิดว่า wrinkles คือ แผลชนิดนึง ... ยาที่รักษาแผลได้ ก็รักษาริ้วรอยได้ ... จริงมั๊ยน้อ

ทีนี้ก็มาดูว่า copper peptides เนี่ย คืออะไร ... พูดแบบกลางๆ ก็คือ compound ที่ประกอบไปด้วย peptide และ copper อะตอม

ประโยชน์ของ copper peptides คือช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาแผล ... ที่นี้ก็มาตอบคำถามที่ว่า แล้วถ้าเราไม่มีแผลล่ะ copper peptides จะช่วยอะไรได้?

คำตอบของคำถามนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ... จะอย่างไรก็ตาม อย่างน้อย ... copper peptides ก็ถูกนำมาใช้กับผิวที่ผ่านการทำ plastic surgery หรือรักษาแผลที่เกิดจากการระคายเคืองจากการทำ facial treatment เช่นการใช้ Retin A, AHA, หรือแม้แต่รอยสิวที่เกิดขึ้น ... แล้วก็มีหลักฐานว่า copper peptides ก็ยังเป็น antioxidant ที่ดี

แต่ ... ยังมีแต่ ... แต่ก็มีข้อควรระวัง คือว่า ... เมื่อใช้ copper peptides ในปริมาณที่เหมาะสมอาจจะช่วยกระตุ้นการสร้าง collagen และเป็น antioxidant ได้ ... แต่ ... หากใช้มากเกินไป ... สิ่งที่ตามมาคือ Free copper จะเป็นตัวสร้าง free radicals ซึ่งจะกลับมาทำร้ายผิวและ collagen ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นสาเหตุของริ้วรอย เพราะว่า Metalloproteinases สามารถย่อยสลาย collagen และ elastin ได้ ทำให้เนื้อหนังย่อนยานก่อนวัยอันควร

แต่หากใครคิดจะใช้ copper peptides เพื่อรักษาริ้วรอย ก็คงต้องรอคอยคำตอบกันต่อไปว่าจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่



• 2.3 Alpha lipoic acid •



หลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ Alpha lipoic acid หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า lipoic acid อยู่บ้าง ... แต่มีใครรู้บ้างว่า lipoic acid จริงๆ แล้ว คืออะไร

lipoic acid เป็นสารประกอบธรรมชาติ ที่พบในอาหารและร่างกายก็สามารถสร้างขึ้นได้ ... ประโยชน์ของ lipoic acid ก็มีมากมาย เช่น

- เป็น antioxidant
- เป็น co-factor ที่ช่วยในการสร้างพลังงานในเซลล์
- มีผลต่อริ้วรอยที่เกิดขึ้น
- เป็น anti-inflammatory
- ช่วยขจัดสารพิษบางอย่างออกจากร่างกาย

เรามักจะเห็น lipoic acid ที่อยู่ในรูปของ supplements (กิน) ซึ่งก็มีประโยชน์กับผิวไม่น้อย

ในทางทฤษฎี lipoic acid มีผลในการช่วยลดริ้วรอย แต่เมื่อเอามาใช้ทาหน้าจริงๆ ก็ยังไม่มีผลการทดสอบที่ชัดเจน ... แต่ก็มีผลออกมาบ้างว่า สามารถช่วย "กำจัด" พวก finelines ให้หายไปได้ ... ซึ่งก็ถือว่าเป็น treatment ที่น่าจับตามองอีกตัวนึง

แต่ ... การศึกษาเกี่ยวกับ lipoic acid ได้มาจาก Yale dermatologist Nicholas Perricone เพียงคนเดียวเท่านั้น ... เราก็คงต้องนั่งจับเข่ากุมขมับจับตามองกันต่อไป ... หรือถ้าใครมีเงินเหลือใช้ จะลองหา Nicholas Perricone's products มาลองใช้ก็ไม่ว่ากัน



• 2.4 Active retinol •



ก็อย่างที่เคยพูดถึง retinol ไปหลายครั้งแล้วว่า retinol อาจจะมีผลในการการรักษาริ้วรอย หรืออาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

เริ่มต้นที่นี่ละกัน ... Retinol จริงๆ แล้วก็แค่ ชื่อ fancy ของ Vitmain A หรืออีกแบบนึงก็ retinol คือรูปแบบนึงของในบรรดา Vitamin A ชนิดต่างๆ

Vitamin A จริงๆ แล้วไม่มีผลโดยตรงต่อต่างกายเรา แต่จะทำงานโดยผ่านตัวที่เรียกว่า biochemical derivative ที่เรียกว่า retinoic acid ซึ่งมีผลโดยตรงต่อร่างกายเรา ... Note: retinoic acid (tretinoin) ก็คือ active ingredient ของยายี่ห้อ Retin A และ Renova ซึ่งเป็น anti-wrinkle cream ที่เป็นที่รู้จักกันดี

เอาเป็นว่าเมื่อ retinol (รวมไปถึง retinal, retinyl palmitate) ถูกใช้ในปริมาณที่มากพอ ร่างกายเราสามารถเปลี่ยน vitamin A ไปเป็น retinoic acid ซึ่งร่างกายเราสามารถนำเอาไปใช้ได้

หลายๆ คนคงเคยใช้ retinol แล้วรู้สึกว่ามัน useless เหลือเกิน เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย ... เหตุผลก็คือว่าปริมาณ retinol ที่ใช้ไม่มากพอ ทำให้ปริมาณ retinol ที่ถูกส่งไปใน skin cell ไม่มากพอ แล้วอัตราการเปลี่ยนรูปจาก retinol ไปเป็น retinoic acid เกิดขึ้นช้ามาก ดังนั้น เราจึงต้องใช้ retinol ในปริมาณมากๆๆๆ เพื่อที่จะทำให้ retinol ถูกส่งไปที่ skin cell มากพอ แล้วจึงสามารถเปลี่ยนเป็น retinoic acid ได้

ที่นี้ ครีมที่เราเห็นตามท้องตลาด (RoC และ Neutrogena เป็นตัวที่เรารู้จักกันดี) ก็ใส่ retinol ในปริมาณที่ไม่เข้มข้นพอ ทำให้ใช้แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ... หากจะใช้ retinol ในปริมาณสูงก็จะระคายผิวมากเกินไป ... นอกจากนี้ retinol ก็ไม่เสถียรด้วย พอทิ้งไว้นานๆ retinol ก็เสื่อมสภาพนั่นเอง ... ดังนั้น หากอยากใช้ retinol เพื่อลดริ้วรอย ... ต้องมองที่ส่วนผสม (retinol ต้องอยู่ในลำดับต้นๆ) และควรอยู่ในหลอดที่มิดชิด ทึบแสง มิดชิด

Retinyl palmitate อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า retinol เพราะสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็น retinoic acid ได้ แต่ระคายผิวน้อยกว่า ทำให้สามารถใช้ในความเข้มข้นที่สูงกว่า



• 2.5 Coenzyme Q10 •


Coenzyme Q10 (หรือชื่อสั้นๆ CoQ10) มีหน้าที่หลักๆ 2 อย่าง คือ 1. สร้างฟลังงานให้กับเซลล์ 2. เป็น antioxidant ซึ่งช่วยปกป้องผิวจาก free-radicals ซึ่งเป็นสาเหตุของ aging

ภายใต้สภาพร่างกายที่สมบูรณ์ ร่างกายสามารถผลิต CoQ10 เองได้มากเท่าที่ร่างกายต้องการ แต่เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียด ก็ทำให้ระดับ CoQ10 ในร่างกายลดลงได้ ... แล้วยิ่งอายุมากขึ้น ปริมาณ Co Q10 ก็ลดลงไปเรื่อยๆ

แล้วใครรู้บ้างว่า CoQ10 ถือเป็น biomarkers ของ aging ที่แม่นยำมาก ... คืออายุยิ่งมาก CoQ10 ก็ยิ่งลดลง (หลอกยาก ว่างั้นเหอะ) ... มีผลการศึกษาพบว่า การกิน CoQ10 จะช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น 30% ... โอว จริงดิ ... แต่ว่าก็ยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางนัก

แล้วที่นี้มาพูดถึงผลของ CoQ10 กับผิวของเราบ้าง ... ตามทฤษฏีแล้ว CoQ10 ใน skincare ก็มีประโยชน์กับผิวของเรา ... โดยทั่วไป ระดับ CoQ10 จะอยู่ในระดับต่ำ กว่ามาตรฐาน เมื่ออายุ 30 ขึ้นไป ซึ่งทำให้ความสามารถในการสร้าง collagen และ elastin ลดลง ... แล้วก็ยังจะทำให้ผิวถูกทำร้ายจากพวก free-radicals ง่ายกว่าปกติอีกด้วย ... การใช้ CoQ10 ก็จะสามารถช่วยซ่อมแซมและลดการถูกทำลายจาก free-radicals ได้ดีอีกด้วย ... แล้ว CoQ10 ก็มีขนาดโมเลคุลเล็ก ซึ่งสามารถซึมเข้าไปถึงเซลล์ผิวได้ด้วย

แต่ ... อีกแล้ว ... แต่ว่าการศึกษาเรื่องพวกนี้ก็ยังถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ ... ซึ่งส่วนมากเราก็เห็นผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ในเครือบริษัทนีเวีย

อย่างไรก็ตาม การใช้ skincare ที่มีส่วนผสมของ CoQ10 ก็ยังต้องเลือกตัวที่มี CoQ10 ในเข้มข้นสูง ... ส่วนการรักษาพวก fineline และ wrinkles โดยตรงก็ยังต้องดูกันต่อไป
หาดใหญ่ไร้สิว
• 2.6 Idebenone •


มาเริ่มต้นที่ประวัติคร่าวๆ ของ Idebenone ... ซึ่งเริ่มต้นจากการศึกษาประโยชน์ของ CoQ10 ในการช่วยเรื่องหัวใจล้มเหลว การลดการทำลายของ free-radicals ... CoQ10 เป็น natural compound ที่คล้ายๆ vitamin ... ผลจากการทดลองสังเคราะห์ CoQ10 และตัว derivertive ทำให้เกิดการค้นพบ Idebenone ขึ้น

Idebenone คล้ายๆ กับ CoQ10 มาก ในด้านโครงสร้าง ... Idebenone สามารถนำไปใช้แทน CoQ10 ในการสร้างพลังงานในเซลล์ได้ แล้ว Idebenone ก็ยังเป็น antioxidant ที่ดีอีกด้วย ... เนื่องจาก Idebenone ละลายในน้ำได้ดีกว่า CoQ10 และประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจาก free-radicals ก็แตกต่างไปจาก CoQ10 ... ทำให้ Idebenone ดูเหมือนว่าจะเหนือกว่า CoQ10

แต่ ... ผลการศึกษาก็ยังไม่มีมากพอ ... โดยรวมแล้วผลของ Idebenone ในเรื่อง anti-aging ใกล้เคียงกับ CoQ10 ... แต่ใครเหนือกว่าใครก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

ทีแน่ๆ จะช่วยลดริ้วรอยได้มั๊ยก็คงต้องรอให้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Idebenone มากกว่านี้



• 2.7 Lycopene •


Lycopene เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ จัดอยู่ในกลุ่มสารประกอบ carotenes ... ซึ่งเป็นกลุ่ม plant pigments ที่มีสีออกส้ม แดง ต้ำตาล ... ซึ่ง carotenes สามารถช่วยปกป้องผิวจาก free-radicals และรังสี uv ได้ด้วย

Lycopene เรียกได้ว่าเป็น carotenes ที่ดีที่สุดที่ช่วยปกป้องผิวจาก free-radicals ... ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า Beta carotene อย่างน้อยสองเท่า ... การศึกษาเกี่ยวกับ Lycopene มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ... ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง การป้องกันมะเร็ง, heart deseases และ โรคเรื้อรังอื่นๆ ... แล้วยังรวมไปถึงการปกป้องผิวจาก free-radicals ด้วย

Lycopene ละลายในน้ำมัน ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวให้ดูมีสุขภาพดี และก็ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ... แต่ Lycopene มีค่า SPF ประมาณ 3 ซึ่งก็ไม่เพียงพอต่อการปกป้องผิวจากแสงแดด แต่ก็สามารถช่วยลดการทำลายของรังสีได้บ้าง ... หากใครไม่ค่อยตากแดด และไม่อยากใช้ครีมกันแดด การใช้ Lycopene ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจดีไม่น้อย

แหล่ง Lycopene ที่ดีที่สุดคือมะเขือเทศสดๆ ดังนั้นกินมะเขือเทศมากๆ ก็ช่วยปกป้องผิวจาก free-radicals และแสงแดดได้ด้วย happy.gif ... แต่นั่นคือเราต้องกินมะเขือเทศ 100 g ต่อวัน ... ใครกินได้บ้างเอ่ย ... ถ้าใครกินไม่ไหว ก็มีทางเลือกคือกิน Lycopene supplement แทนละกัน



• 2.8 DMAE •


DMAE ดูเหมือนจะเห็นกันให้เกลือนใน skincare สมัยนี้ ... ส่วนใหญ่เคลมว่าช่วยกระชับผิวที่หย่อนยาน ... เรียกตัวเองว่า facelift อะไทำนองนี้ ... แต่เมื่อใช้ DMAE ทาที่ผิวแล้วจะช่วยทำให้ผิวที่หย่อนยานกับมาดึ๋งดังอีกครั้ง มันจะจริงรึเปล่าก็ต้องมาดูกัน

ก่อนอื่นพูดถึงคำว่าหย่อนยานก่อน ... เด็กๆ อาจจะมีริ้วรอยได้เหมือนกันผู้ใหญ่ ... แต่ผิวหย่อนยานจะเกิดกับผิวที่มีอายุเท่านั้น

เท่าที่ผ่านมา ยังไม่มีสารเคมีที่ใช้ทา แล้วช่วยทำให้ผิวที่หย่อนยานกับมากระชับเต่งตึงอีกครั้ง ... จะมีก็เพียงยาที่ช่วยลดริ้วรอยได้ เช่นพวก retin a

แล้วทีนี้ DMAE จะช่วยแก้ผิวที่หย่อนยานได้รึเปล่า

DMAE มากจาก DiMethylAminoEthanol ซึ่งมีหน้าที่สังเคราะห์ phosphatidylcholine ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ cell membranes ... ความจริงแล้ว DMAE เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น smart drug มากกว่า skin firming agent อีก

การศึกษา DMAE พบว่า DMAE ช่วยลดการสะสมของ lipofuscin ที่สะสมอยู่ในเซลล์ ซึ่งเมื่อจะมีในคนสูงอายุ และจะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ... เมื่อมีมากขึ้นผิวหนังที่ดูจากภายนอกก็จะดูเหี่ยวย่น

แต่การศึกษาเกี่ยวกับ DMAE ก็ยังมีน้อยเหลือเกิน ... แต่ก็ยังมีผลการทดลองแสดงออกมาบ้างว่า DMAE ช่วยกระชับผิวได้ นอกเหนือไปจากนั้นก็ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่

เนื่องจาก DMAE มีราคาถูก ... เนื่องจากมีความเสถียรสูง ง่ายต่อการผลิต ... ดังนั้นใครจ่ายเงินราคาสูงเพื่อทดลองใช้ DMAE ก็ลองคิดใหม่อีกที ... DMAE กระปุกนึงไม่ควรราคาเกิน $5 happy.gif



• 2.9 Green Tea •


ชา เป็นสมุนไพรที่ใช้กันมาแต่โบราณ หลักๆ ก็ประกอบไปด้วย caffeine ... ปัจจุบันก็กลายมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ช่วยป้องกัน heart disease และ มะเร็ง รวมไปถึงโรคเหงือก ต่อต้านริ้วรอย รวมไปถึงลดน้ำหนักอีกด้วย ... อะไรจะสาระพัดประโยชน์ขนาดนั้น

หลักๆ แล้วมีชาอยู่ 3 ประเภท ซึ่งความแตกต่างของชาพวกนี้คือวิธีการเก็บเกี่ยวและการเตรียมชา

- Black tea
- Green tea
- White tea (Oolong)

คุณสมบัติทางยาของชาพวกนี้ อยู่ที่ flavonoid phytochemicals ที่เรียกว่า polyphenols ซึ่งก็เป็น catechins ชนิดหนึ่ง ... green tea จะมี catechins มากกว่า black tea ... ส่วน white tea มี catechins มากพอๆ กับ green tea แต่ว่ามีการศึกษาน้อกว่า

มีการศึกษาข้อดีของการดื่มชากันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นการปกป้องผิวจาก free radicals, มะเร็ง, การถอนพิษ และอื่นๆ อีกมากมาย

ประโยชน์ของ Green tea ต่อผิวพรรณของเรา ก็มีการศึกษาไม่น้อยเลย ... อย่างแรกเลยคือ green tea ช่วยปกป้องผิวจากแสดงแดดได้ดี ลดการถูกทำลายจากแสงแดด แล้วยังลดอาการแสบร้อนจาการถูกเผาไหม้จากแสงแดดอีกด้วย ... การใส่ green tea ลงไปใน sunscreen ก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของ sunscreen นั้นอีกด้วย

แล้วถ้า wrinkles ล่ะ green tea ช่วยได้หรือเปล่า ... หลักๆ ก็คือ green tea เป็น antioxidant ที่ดี ... เมื่อใช้ทาผิวแล้ว ก็จะช่วยลดการทำลายจากพวก free-radicals ทำให้ ริ้วรอย เกิดขึ้นช้าลง ... ส่วนผิวที่หย่อนยานก็มีผลการศึกษาบ้างว่า green tea ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยการใช้ 10% green tea cream ร่วมกับการกิน green tea 300 mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 เดือน

วิธีที่ดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพสูงสุด green tea ทาผิว ก็เห็นจะเป็นวิธีที่ง่าย และถูกกว่าการหาซื้อครีมมาใช้ ก็คือ นำ green tea ไปชง แล้วก็เอาไปแช่แข็ง (ทำเป็น ice cubes) ... พอจะใช้ก็เอามาละลาย (ยังเย็นๆ อยู่) แล้วใช้ทาเป็น toner (อย่าเอามาทาโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดอาการ freeze burn ได้)



• 2.10 Furfuryladenine (Kinetin, Kinerase) •


Furfuryladenine เป็น plant-derived growth factor ที่ผู้ผลิตเคลมว่าช่วยลดริ้วรอยได้โดยไม่ก่อให้เกิดอาการระคายผิวแต่อย่างใด

หลายๆ คนอ้างว่า Furfuryladenine เป็นทางเลือกของคนที่ต้องการใช้ Retin A แต่ไม่ต้องการให้ระคายผิว

แต่การศึกษาเกี่ยวกับ Furfuryladenine ยังมีน้อยมากๆ

มีผลการศึกษาอันนึงอ้างว่า 0.1% Furfuryladenine ช่วยลดริ้วรอยได้ดีกว่า Retin A ในขณะที่ไม่ส่งผลข้างเคียงใดๆ เหมือนกับ Retin A

ดูเหมือนว่าจะน่าสนใจดี ... แต่เราก็ต้องรอให้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Furfuryladenine มากกว่านี้

ตามท้องตลาดมี Furfuryladenine ขายอยู่ในรูปของ Kinetin และ Kinerase

ยังไงก็ต้องรอกันต่อไป



• 2.11 Progesterone •


มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ estrogens ทาผิว จะช่วยช่วยทำให้ผิวหญิงวัย menopause และผู้หญิงที่มีปริมาณ estrogens ในปริมาณต่ำ

มีการทดสอบผู้หญิง 40 คน ให้ทา 2% progesterone cream เป็นเวลา 4 เดือน ติดต่อกัน พบว่า 23% พบว่ามีผิวที่กระชับขึ้น และ 29% พบว่าริ้วรอยจางไป และ 10% พบว่าริ้วรอยลึกๆ ที่มุมปากที่เกิดจากการยิ้มและหัวเราะตื้นขึ้น และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

แต่การศึกษาเกี่ยวกับ estrogens เมื่อใช้ทาผิว ก็ยังต้องมีการศึกษากันต่อไป



• 2.12 Niacinamide •


Niacinamide เป็นรูปแบบ หนึ่งในสองของ vitamin B3 (nicotinic acid) เป็น co-enzymes ที่สำคัญของ metabolic pathways ... ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน metabolism ของ glucose, การสร้างพลังงานในเซลล์, และการสังเคราะห์ไขมัน

เมื่ออายุมากขึ้น ระดับ NADH/NADPH จะลดลง ซึ่งมีผลต่อ signs of aging ... การทาNiacinamide ไปที่ผิวโดยตรง จะไปช่วยชะลอการลดลงของ NADH/NADPH ... นอกจากนี้ ... Niacinamide ก็ยังช่วยเรื่อง antioxidant และ anti-inflammatory ด้วย ... Niacinamide มีความเสถียรและอ่อนโยน เมื่อใช้ในความเข้มข้นสูงๆ

มีการศึกษาอีกว่า 4% Niacinamide สามารถช่วยรักษาสิวได้ด้วย ... สำหรับผิวที่มีปัญหาเรื่อง Rosacea การใช้ Niacinamide ก็สามารถช่วยลดอากาแดงของผิวได้ด้วย

แต่การศึกษาเกี่ยวกับ Niacinamide ก็ยังอยู่ในวงแคบๆ (โดย P&G) ... ซึ่งเราก็คงจะต้องรอกันต่อไป

เนื่องจาก Niacinamide มีราคาะถูกมาก ... ดังนั้น การลงทุนซื้อ Niacinamide ในราคาที่สูงลิบ ก็น่าจะลองคิดดูอีกที
หาดใหญ่ไร้สิว
• 3. POPULAR BUT UNPROVEN TOPICAL TREATMENTS •


เป็นที่นิยมในหมู่ skincare แต่ไม่ผ่านการรับรองทางการแพทย์

3.1 Beta-hydroxy acids
3.2 Acetyl hexapeptide-3 (Argireline)



• 3.1 Beta-hydroxy acids •


Beta hydrxy acids (BHA) เป็น organic acids ที่พบในธรรมชาติก็ได้ หรือบางตัวก็สังเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งแตกต่างไปจาก Alpha hydroxy acids (AHA) ตัวอื่นๆ ทั้งโครงสร้างและการทำงานด้วย

Salicylic acid เป็น BHA ที่เห็นบ่อยที่สุด ซึ่งทางการแพทย์ได้ใช้ตัวนี้ใช้รักษาสิวมานานแล้ว ส่วนการใช้ BHA มาช่วยเรื่อง aging ยังไม่มีการผลการทดสอบที่ชัดเจน มีเพียงแต่หลักฐานที่บอกว่า ช่วยในการทำ chemical peel ได้เหมือนกัน ... แต่ก็ยังสู้พวก AHA ไม่ได้

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสิวละก็ BHA จะมีประสิทธิภาพดีกว่า AHA



• 3.2 Acetyl hexapeptide-3 (Argireline) •


An alternative to Botox or wishful thinking in a jar?

ปัจจุบันที่ที่รู้กันดีว่า Botox มีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้าม และ aging ด้วย ... แต่ว่าราคาก็สูงมาก แล้วยังไม่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ แล้วบางครั้งก็อาจมีผลข้างเคียงด้วย

ทำให้ Acetyl hexapeptide-3 (มีชื่อทางการค้าว่า Argireline) เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าเป็นทางเลือกของ Botox

Argireline ผลิตขึ้นมาโดยบริษัท Spanish ... Argireline คือ hexapeptide (a chain of 6 amino acids) ... ผู้ผลิตเชื่อว่า เมื่อทา Argireline ที่ผิว จะทำให้ผิวผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลให้ริ้วรอยบนผิวหน้าลดลง ซึ่งใช้หลักคล้ายๆ กับ botox

แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีผลบางอย่างแสดงว่า เมื่อใช้ 10% Argireline เป็นเวลา 30 วัน ติดต่อกัน จะช่วยลดริ้วรอยลึกๆ ได้ถึง 30% แต่ก็ยังไม่มีผลการทดสอบทางการแพทย์ที่ชัดเจนนัก
หาดใหญ่ไร้สิว




laugh.gif laugh.gif laugh.gif ส่วนผสมสำคัญของเวชสำอางค์ที่ทุกคนใช้กันอยู่์แต่ละยี่ห้อ มีทั้งCleanser Toner Moisturizer Eye Treatment แล้วก้อMake up tongue.gif tongue.gif tongue.gif


มาดูกันครับ ตามลิ้งนี้เรย โย่ว




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=phoebe&group=2




biggrin.gif biggrin.gif biggrin.gif
neeMNeemzz
น่ากลัว เค้ายอมหน้าเป็นหลุมอ่ะ ไม่กล้าทำ
หาดใหญ่ไร้สิว
ข้อมูลเพิ่มเติม จากศ.คลินิก นิวัติ พลนิกร ร.พ. รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น
เกี่ยวกับDermaroller

Dermarollers เป็นการทำให้เกิดแผลเล็กๆจำนวนมาก แม้ไม่มีการใส่ยาอะไรลงไป กระบวนการหายของแผลจะมีการสร้างเนื้อเยื่อคลอราเจนใหม่ และมีการหดตัวของแผล ทำให้แหลเป็นตื้นขึ้น ได้อยู่แล้วครับ การใส่ยาบางชนิดเช่น ไวตามินซี ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าจะให้ผลดีกว่าการไม่ใส่อะไรเลยครับ

เลเซอร์สีผิวที่ก้าวหน้าที่สุดในการลดสีผิว คือ Medlite C6 ครับ ได้ผลเร็วและดีกว่า IPL ส่วน Mesotherapy เป็นการฉีดยาเข้าไปใต้ผิว ขึ้นอยู่กับยาที่ ฉีด ส่วนมากจะเป็นไวตามินซี ซึ่งได้ผลเพียงเล็กน้อย

ไวตามินซี ชนิดฉีดไม่มีอันตรายและหากผ่านการอนุญาติ มีเลข อย. สามารถฉีดในคนได้ แต่ปัญหาคือจะได้ประโยชน์หรือไม่ ไม่มีหลักฐานว่าการฉีดไวตามินซีเข้าไปไต้ผิวหนังแลัวจะได้ประโยชน์ในการทำให้ผิวขาวได้ นอกจากนี้หากต้องการไวตามินซีเพื่อผลต่อร่างกายด้านอื่นๆ ก็สามารถรับประทานเข้าไปในขนาดได้สูงถึง หนึ่งกรัมต่อวันในราคาที่ถูกกว่ายาฉีดมากๆๆ แล้วเราจะไปฉีดให้เสียเงินทำไมครับ

การทำ Dermaroller หากไม่ใช้ยาบางชนิด เช่น ไวตามินซี ร่วมด้วยจะเป็นการกระตุ้นการสร้างคลอราเจน เพื่อการรักษาหลุมสิวชนิดตื้น แต่ถ้าใส่ยาขณะทำ จะเป้นการนำยาเข้าสู่ผิวหนังในปริมาณสูง ผลขึ้นอยู่กับผลของยา เช่นการใช้ยาที่ลดการสร้างเม็ดสีเช่นไวตามินซี จะมีผลให้ผิวขาวขึ้นได้ ปัญหาก็คือการใช้วิธีนี้เพื่อช่วยในการนำยาเข้าไปในผิวหนัง จะต้องทำซ้ำ เป็นระยะเช่นทุกสัปดาห์ และยานั้นต้องเป็นยาที่ปลอดภัยได้รับอนุญาติจาก อ.ย. ให้ใช้ฉีดในคนได้ ไม่ใช่ว่าจะเอายาอะไรก็ได้มาใช้ ยาทาไม่สามารถเอามาใช้ในลักษณะนี้ได้ ต้องเป็นยาที่ทำมาสำหรับการฉีดในคนเท่านั้น

วิธีฉีดสารเข้าใต้ผิวเพื่อให้ผิวขาว มีจริงครับ สารที่ฉีดเข้าไปเป็น ไวตามินซี เรียกว่า Mesotherapy โดยใช้เข็มพิเศษ ส่วนการรักษาฝ้าก็มีการฉีดลดสี เช่น Transamin จะมีประโยชน์ในกรณีฝ้าลึก การฉีดต้องทำซ้ำหลายครั้ง และเราเลือกใช้ในกรณีที่ดื้อต่อการรักษาวิธีอื่น

หลังสะเก็ดลอกแล้ว จะมีผิวหนังใหม่ สีชมพู ผิวจะไวต่อแสงแดด ควรเลี่ยงแสงแดด ทาครีมกันแดด

และ moisturizer อาจทา ครีมที่มีไวตามินซี เช่น Active C จะช่วยการสร้างคลอราเจน ล้างหน้าได้ตามปกติครับ

ปัจจุบันครีมหน้าขาวมีให้เลือกหลายชนิด ดังนั้นก่อนจะเลือกใช้ ควรพิจารณาโดยดูจากส่วนผสม และกลไกการออกฤทธิ์

แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ

1. ชนิดกระตุ้นการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นนอก โดยออกฤทธิ์ในการลอกผิวชั้นนอกออก ทำให้ใบหน้าขาวกระจ่างขึ้น และดูอ่อนเยาว์ขึ้น ได้แก่ ครีมที่มีส่วนประกอบของ
* กรดผลไม้ หรือ เอ เอช เอ(AHAs) นั่นเอง โดยที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง จะมีส่วนประกอบไม่เกิน 15 % นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ตามแหล่งที่มาอีกด้วย เช่นกรดไกลโคลิก จากอ้อย นมเปรี้ยวให้กรดแลคติก เป็นต้น
* บี เอช เอ (BHAs) หรือกรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) โดยจะใช้เป็นส่วนประกอบในครีมหน้าขาว ในความเข้มข้นต่ำ คือ 1-2 %
* กรดวิตามินเอ เช่น Tretinoin ใช้รักษารอยดำหลังการอักเสบและฝ้า ส่วนในเครื่องสำอางจะใส่อนุพันธ์ของกรดวิตามิน เอคือ เรตินอลแทน โดยการออกฤทธิ์อ่อนกว่า และผลข้างเคียงน้อยกว่าด้วย สารกลุ่มนี้ก่อนพิจารณาใช้ พึงระวังสภาพผิวแห้ง ลอกเป็นขุย หรือมีการอักเสบในบริเวณที่ใช้ เพราะจะทำให้อาการดังกล่าว เป็นมากขึ้น
2. ชนิดยับยั้งการทำงานของเม็ดสีเมลานิน โดยปกติเม็ดสีเมลานินสร้างจากเซลล์สร้างเม็ดสี และมีประโยชน์คือ ปกป้องร่างกายจากรังสีอัลตราไวโอเลต โดยสารกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ โดยลดความเข้มของเม็ดสี หรือป้องกันการสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมาใหม่ สารกลุ่มนี้ ได้แก่
* กรดโคจิก เป็นผลผลิตจากเชื้อราจำพวกแอสเปอร์จิลลัส และเพนนิซิลเลียม พบในธรรมชาติ เช่นเต้าเจี้ยวและเหล้าสาเก ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ในเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานิน โดยใช้ความเข้มข้น 1-2 % ปัจจุบันมีการใช้อย่างแพร่หลาย แต่อัตราการแพ้แบบระคายเคือง หรือแพ้สัมผัส พบค่อนข้างสูง โดยมีอาการผื่นแดง บวม คัน ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังใช้ ยิ่งความเข้มข้นสูงยิ่งมีโอกาสแพ้มากกว่า
* อาร์บูติน และลิโคริช (สารธรรมชาติสกัดจากชะเอมเทศ) ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ในเซลล์สร้างเม็ดสีเช่นกัน แต่อาการแพ้น้อยกว่ากรดโคจิก
* สารสกัดจากต้นพืช ได้แก่ สารสกัดจากชาเขียว, สารสกัดจาก Matricaria, สารสกัดจาก มัลเบอร์รี่ ทั้งหมดช่วยยับยั้งการสร้างเอนไซม์เอนโดทิลิน ซึ่งปกติมีหน้าที่กระตุ้น การสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงช่วยทำให้ผิวหน้าขาวใสได้
* วิตามินซีและอนุพันธุ์ของวิตามิน ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส ในเซลล์สร้างเม็ดสี และต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย โดยมี 2 ชนิดคือในรูปกรดวิตามินซี (L-ascorbic Acid) และเกลือวิตามินซี (VC-PMG) ซึ่งควรเลือกในรูปกรดวิตามินซี ในรูปผงที่เขย่ากับตัวทำละลายก่อน ซึ่งสามารถออกฤทธิ์กับผิวได้ทันที จึงดีกว่าในรูป ครีม โลชั่นหรือโฟม
โดยถ้าหายาก อาจเลือกใช้ครีมสูตรน้ำน้อย (Low water formulation) เพราะวิตามินซีจะสลายตัว เมื่อสัมผัสกับแสงแดดหรือน้ำ
3. สารที่ช่วยปกปิดความหมองคล้ำ สารเหล่านี้มักผสมในผลิตภัณฑ์ในการแต่งหน้า โดยปกปิดผิวหมองคล้ำชั่วคราว โดยไม่ได้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ ที่ทำให้หน้าขาวโดยตรง ได้แก่ ไททาเนียมไดออกไซด์, ซิงค์ ออกไซด์, แป้ง, คาโอลิน และบิสมัทซับไนเตรท

สารเหล่านี้ แม้จะมีรายงานการวิจัยว่า บางชนิดสามารถช่วยลดสีของเมลานินที่ผิวหนัง หรือป้องกันการสร้างเมลานินขึ้นมาใหม่ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ที่เป็นของตัวผู้ใช้เอง คือ การสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ, อายุ,
การใช้ยาบางชนิดเช่น ยาคุมกำเนิด, การโดนแสงแดดในช่วงแดดจัด ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้หน้าไม่ขาวใส อย่างที่ต้องการ

นอกจากนี้การแพ้สารเหล่านี้ ยังเป็นสิ่งที่ต้องระวัง จึงแนะนำให้ทำการทดสอบการแพ้ โดยทาครีมที่ท้องแขน และสังเกตอาการแดง หรือระคายเคือง บริเวณที่ใช้ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ถ้ามีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์

ปัจจุบันมีสารที่ผสมในครีมหน้าขาวมากมาย ในท้องตลาด บางชนิดผสมสารหลายชนิดในกระปุกเดียว เช่นโคจิกผสมอาร์บูติน หรือร่วมกับ ลิโคริช และวิตามินซี บางชนิดโฆษณาเกินจริง บางชนิดใส่สารที่มีการทำลายการสร้างเม็ดสี จึงเกิดรอยด่างขาวถาวร และบางชนิดหยุดใช้จะทำให้หน้าดำมากขึ้น ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ครีมที่แสดงส่วนประกอบอย่างชัดเจน ที่บรรจุภัณฑ์ ผลิตจากบริษัทที่มีคุณภาพ
และถ้าสงสัยในส่วนประกอบของครีมที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การคงความหน้าใสให้อยู่นานๆ คือควรใช้สารกันแดดที่มีค่า SPFอย่างน้อย 30 เพื่อป้องกันหน้าหม่นหมองจากแสงแดด ควบคู่กันไปด้วย

คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประกอบจากอะมิโนเอซิดที่สำคัญ เรียงกันเป็นเกลียว เรียกว่า Triple helix และสานกันเป็นร่างแหเพื่อเสริมความแข็งแรง และเสริมความเป็นโครงร่างของเซลล์ พบได้ทั่วไปของ

ร่างกายไม่จำเป็นต้องพบที่ผิวหนังเท่านั้น แต่สำหรับผิวหนังจะพบคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักถึง 70% ซึ่งทำให้ผิวเราตึงไม่หย่อนคล้อย และดูอ่อนเยาว์ จึงเป็นที่มาของการต้องการเสริมคอลลาเจนในรูปแบบต่างๆทั้งรูปแบบกิน และทาเพื่อเสริมการสร้างคอลลาเจนชดเชยที่ขาดหายไป

โดยปกติคอลลาเจนในร่างกายเรามีทั้งการสร้างใหม่ และการทำลายอยู่ตลอดชืวิต สำหรับการสร้างคอลลาเจนนั้น โดยปกติจะมีการสร้างใหม่เพื่อชดเชยคอลลาเจนเก่าที่เสื่อมสลายอยู่ตลอดชีวิตเราเพียงแต่การสร้างคอลลาเจนใหม่นั้นขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะการรบกวนกระบวนการสร้าง เริ่มตั้งแต่ความผิดปกติระดับยีน การขาดสารตั้งต้นเช่นอะมิโนเอซิด การขาดวิตมินซี ซึ่งเป็นโคเอนไซน์กระบวนการสร้าง และปัจจัยทางอายุที่มากขึ้นทำให้การสร้างลดลง

ดังนั้นหากการต้องการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนนั้นคำตอบคือทำร่างกายให้สมดุลย์ ไม่มีการรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจน รับประทานอาหารที่มีโปรตีน พบได้ในเนื้อสัตว์ทั่วไป หรือเมล็ดพืช เพื่อเป็นสารตั้งต้นการสร้าง อาจเสริมวิตมินซี ซึ่งเป็นโคเอนไซน์กระบวนการสร้าง พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการทำลายคอลลาเจน จากอนุมูลอิสระ(free radical) เช่นการหลีกเลี่ยงสัมผัสแสง UV

สำหรับคำตอบของการเสริมคอลลาเจนในรูปแบบรับประทานเป็นอาหารเสริมนั้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าเป็นจริง ดั้งนั้นยังเชื่อว่าคอลลาเจนสร้างได้จากอะมิโนเอซิดจากโปรตีนทั่วไปที่ได้จากอาหาร ครับ สำหรับรูปแบบทาที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ คอลลาเจนเป็นสารโมเลกุลใหญ่ ไม่สามารถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนัง แต่จะได้ประโยชน์ด้านให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวขณะทา และ สามารถทำให้ริ้วรอยตื้นๆ(fine line) ดีขึ้น เท่านั้น การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในรูปแบบทาที่ใช้ได้ในปัจจุบันคือการทาสารกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาส(fibroblast) ซึ่งเป็นตัวสร้างคอลลาเจน เรียกว่า fibroblast growth factor ซึ่งเป็นโปรตีนโมเลกุลเล็ก ดูดซึมได้ ครับ
หาดใหญ่ไร้สิว
อุปกรณ์Dermarollerครบพร้อม
ตกลงว่าจะทำไม่ืคืนนี้ก้อพรุ่งนี้
tu111
QUOTE (หาดใหญ่ไร้สิว @ Jun 12 2008, 06:55 PM) *
อุปกรณ์Dermarollerครบพร้อม
ตกลงว่าจะทำไม่ืคืนนี้ก้อพรุ่งนี้


รอติดตามครับคุณหาดใหญ่
Remy
ฮะ กลัวเจ็บอย่างเดียวเท่านั้นแล
หาดใหญ่ไร้สิว
ลงมือทำเสร็จแล้วครับ

ใช้เวลาชั่วโมงกว่า รวมเวลารอยาชาด้วย
เสียเลือดไปมาก จนเกือบจะเปนลม
ไว้รอดผลูพรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้ไม่ไหว ขอนอนก่อน
ChiN_sHiNsOllkI
น่ากลัวมากเลยค่ะ เง้อ

แต่ขอบคุณมากนะคะ สำหรับข้อมูลดีๆ
รวีวรรณ
QUOTE (หาดใหญ่ไร้สิว @ Jun 15 2008, 04:17 AM) *
ลงมือทำเสร็จแล้วครับ

ใช้เวลาชั่วโมงกว่า รวมเวลารอยาชาด้วย
เสียเลือดไปมาก จนเกือบจะเปนลม
ไว้รอดผลูพรุ่งนี้ดีกว่า วันนี้ไม่ไหว ขอนอนก่อน


อยากทราบราคาอุปกรณ์ค่ะ แล้วหาซื้อจากที่ไหนค่ะ ตัวC8นะนะค่ะ
KaLaMunG
คุณหาดใหญ่มาเข้ามา up ด่วนๆๆๆๆ
หาดใหญ่ไร้สิว
QUOTE (รวีวรรณ @ Jun 27 2008, 06:11 PM) *
อยากทราบราคาอุปกรณ์ค่ะ แล้วหาซื้อจากที่ไหนค่ะ ตัวC8นะนะค่ะ

เราเมล์ไปถามให้แล้วนะครับ
ราคาขายเป็นชุด 8500 บาท แพงจัง
Dermaroller C8 จำนวน 1 ชิ้น
Vitamin C Mask จำนวน 1 กล่อง (5 ซอง)
Vitamin C ชนิดน้ำ จำนวน 1 กล่อง (50 หลอด)
(Vitamin C ใช้เพื่อให้สีผิวเรียบเนียนและกระจ่างใส สามรถช่วยให้รอยสิวดำๆจางลงได้)

Dermaroller ที่ขายเป็นรุ่น C8 ที่ขนาดเข็มประมาณ 0.3 mm. นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส
ใช้ได้ทุกวันร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ เข็มจะเปิดผิวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆซึมเข้าสู่ผิวได้มากกว่าปกติหลายสิบเท่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผลิตภัณฑ์
การกลิ้งบนผิวไม่ก่อให้เกิดแผล ไม่มีเลือดออก ไม่ต้องใช้ยาชา อาจเกิดรอยแดง แต่จะหายภายใน 1 ชั่วโมง สามารถใช้ได้ทุกวัน มากกว่า 100 ครั้ง เข็มมีความทนทานต่อสนิมเพราะเป็นโลหะเกรดเดียวกับเครื่องมือแพทย์
การเก็บรักษา เช็ดหรือจุ่มด้วยแอลกอฮอล์อย่างเร็ว ห้ามแช่ทิ้งไว้เพราะอาจมีผลต่อลูกกลิ้งที่เป็นพลาสติคได้ ล้างอีกครั้งด้วยน้ำสะอาด ทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วเก็บในกล่อง ระวังอย่าให้ตกกระทบพื้นผิวที่แข็ง
ไม่สามารถใช้เพื่อลบรอยแผลเป็นจากหลุมสิวได้ กรณีนี้ต้องใช้เข็มที่ยาว เพื่อทำให้เกิดแผล และผิวจะสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมา แต่การทำจะเจ็บและมีเลือดออกต้องใช้ยาชา และแนะนำให้แพทย์เป็นผู้รักษา เพราะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
แนะนำให้ใช้ C8 หลังจากการรักษากับแพทย์แล้ว เพื่อดูแลผิวอย่างต่อเนื่องเองที่บ้าน

สอบถามเพิ่มเติม 081-866-7048
ทีมงาน beautydestination.com
หาดใหญ่ไร้สิว
QUOTE (KaLaMunG @ Jun 30 2008, 09:13 AM) *
คุณหาดใหญ่มาเข้ามา up ด่วนๆๆๆๆ


รีวิวผลการทำDermarollerด้วยตนเอง (ไม่มีรูปนะครับ พอดีไม่ได้ถ่ายไว้)

ผลการทำครั้งแรก

สิวอุดตันและสิวอักเสบ หายเลยครับ ไม่ขึ้นซักกะเม็ด
เข้าใจว่าการทำdermaเปนการตัดท่อไขมันบนใบหน้า ไม่ให้ทำงาน (ตอนนี้จากคนหน้ามันกลายเปนคนหน้าแห้งไปซะและ)
นอกจากนั้นช่วยทำลายสิวอุดตันที่อุดตันบนผิวหน้า
รอยดำและรอยแดง จางลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่เรื่อง รอยหลุมสิวดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยอะไรเรยซักกะนิดเดียว อาจเปนเพราะผมหยอดคอกเทล(ตัวยา)เฉพาะก่อนและหลังทำ สองครั้งเท่านั้น ก้อเรยได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
หลังจากทำ หน้าจะแดงอยู่ประมาณ2-3วัน และหน้าจะแห้งสากๆมากๆๆถึงมากที่สุด แต่ไม่ลอกนะไม่เหมือนการทำAHA treatment
ข้อสังเกตุ ตอนทำผมมีสิวอักเสบอยู่เม็ดนึง ระหว่างทำเข็มdermaดันไปแทงถูกสิว ทำให้สิวแตก และเจ็บนิดหน่อย
เข้าใจว่า มันช่วยรักษาสิวอักเสบได้บ้าง แต่ไม่ควรทำขณะมีสิวอักเสบอยู่จำนวนมาก เพราะมันคงเจ็บน่าดู


รีวิวการทำครั้งที่สอง(เพิ่งทำเมื่อวาน)
ครั้งนี้ กลิ้งรอบมากกว่าเดิมประมาณ1.5เท่าและแรงมากกว่าเดิม คือ กะแรงเอาประมาณ500กรัมหรือครึ่งกิโล และเน้นตรงจุดสำคัญ
ส่วนการหยอดคอกเทลก้อหยอดไปเรื่อยๆตอนกลิ้งแต่ละรอบ

ผล คือ หลุมสิวที่มีขาดกว้างทั้งหลุมเล็กหลุมใหญ่ที่แก้มดูหายไปเรยครับ ส่วนหลุมแคบและลึกยังอยู่เหมือนเดิม(อันนี้คาดว่าคงต้องทำsubcisionถึงจะหาย)
หน้าเรียบขึ้นอย่าเห็นได้ชัด รอยดำจางลง แต่ตอนนี้รอยแดงยังอยู่ หน้ายังไม่หายแดง

ข้อสังเกตุ การหยอดคอกเทลระหว่างทำแต่ละส่วน ดีกว่าหยอดทั่วหน้าก่อนและหลังทำ เพราะตัวยาจะแห้งและไม่มีประสิทธิภาพพอ
KaLaMunG
หมอจรัสพลที่ทำให้เราบอกว่า
โดยปกติ ครั้งแรก ครั้งที่ 2 จะลอกเยอะมากๆ และครั้งที่ 3 ก้อจะลอกนิดหน่อย (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวด้วย)
การลอกจะเป็นการผลัดเซลล์ที่ตายไปแล้วให้หมดไป
ส่วนตัวเรา ครั้งแรกจะลอกนิดหน่อย แต่ครั้งที่ 2 มโหฬารเลย ส่วนครั้งที่3 ก้อนิดเดียว

หลังทำ คุณหาดฯมีทาอะไรบำรุงรึป่าว??
ของเราหมอให้ยาแก้แพ้ กับวิตามินซีมาทาอ่ะ อ้อ....กินยาแก้อักเสบกับพาราด้วย

คุณหาด พักหน้ากี่อาทิตย์ถึงทำอีกที??
tu111
ของคุณหาดใหญ่ใช้เข็มความยาวเท่าไหร่ครับ แล้วเป็นของประเทศอะไร ใช้ได้ประมาณกี่ครั้ง ราคาเท่าไหร่ครับ สนใจอยากกลิ้งบ้าง
หาดใหญ่ไร้สิว

ไม่ทราบว่าคุณตู้เคยทำที่คลินิคหรือเปล่าครับ
ถ้าสนใจจะกลิ้งเอง เราแนะนำให้คุณตู้ลองทำที่คลินิคหรือรพ.ที่เชื่อถือได้ ซักครั้งสองครั้งก่อน
แล้วเก็บข้อมูลจากทางคลินิคจะดีกว่า
หาดใหญ่ไร้สิว
เข็มที่เราใช้เป็น เข็มจีน ความยาว1.5 ใช้ได้ประมาณ3-4ครั้ง
ที่วุฒิศักดิ์คลินิคใช้ แต่รู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่เกรดเอ เพราะมีแสดงตัวMade in chinaเฉพาะข้างขวดสตอริไรต์
ที่ตัวเข็มไม่มีแสดง
KaLaMunG
ให้หมอทำน่าจะดีกว่านะเนี่ย
แต่เค้าน่าจะขายเป็นคอร์สมากกว่านะ
ถ้าไปทำแค่ 1-2 ครั้ง คงไม่คุ้ม
tu111
พอดีไปดูที่เวบเมืองนอกเค้ากลิ้งกันเองเยอะมากและอย่างที่คุณหาดใหญ่บอกไว้นะครับว่า 0.25-0.5 นี่กลิ้งกันได้ทุกวันโดยไม่ต้องใช้ยาชาอะไร เค้าใช้เพื่อให้ครีมบำรุงซึมเข้าสู่ผิวดีขึ้น นี่ตัวอย่างเวบนอกที่คุยกันเรื่องนี้ http://www.essentialdayspa.com/forum/viewt...sc&start=50

ลองดูที่ตัวเลขด้านล่างว่ายาวเหยียดมาก และมีอีกหลายที่นะครับที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Dermaroller เองและตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าถ้าใช้ 1.5 แล้วไม่ใช้ยาชาจะเจ็บมากหรือเปล่าครับ
หน้านี้เป็นเวอร์ชั่นตัดภาพกราฟิกของเนื้อหาทั้งหมด หากต้องการดูเวอร์ชั่นเต็มที่มีข้อมูลครบถ้วนพร้อมการจัดรูปแบบและภาพ กรุณาคลิกที่นี่.
Invision Power Board © 2001-2010 Invision Power Services, Inc.